การพัฒนาอย่างยั่งยืน

Dear Students, Colleagues and Friends of KMUTT

เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะแนะนำคุณสู่เว็บไซต์ KMUTT เรารมุ่งเน้นที่จะเป็นมหาวิทยาลัยที่ยั่งยืนด้วยแคมเปญใหม่ “ KMUTT มหาวิทยาลัยที่ยั่งยืนสำหรับ SDG 2030 “ แสดงให้เห็นถึงความปรารถนา ที่จะเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียวที่มีการปฏิบัติตาม SDG ให้เป็นประโยชน์แก่นักเรียนนักศึกษาและชุมชนทุกคนที่สนใจ สำหรับนักเรียนรุ่นปัจจุบันและอนาคตความยั่งยืนเป็นประเด็นสำคัญที่มุ่งเน้น หัวใจสีเขียว เราต้องการให้ความรู้แก่นักเรียนของเราและกระตุ้นให้พวกเขาเรียนรู้นอกห้องเรียนโดยการเปลี่ยนวิทยาเขตของเราให้เป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสำหรับการพัฒนาการรับรู้และการแก้ปัญหาที่เป็นนวัตกรรมให้สอดคล้องกับคนรุ่นปัจจุบัน ในการทำเช่นนั้นความคิดริเริ่มของเราไม่เพียง แต่มุ่งเน้นไปที่การดำเนินงานของมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการให้ความรู้แก่นักเรียนของเราและการทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้แน่ใจว่าบัณฑิตของเรานั้นอยู่ในเป้าหมายของ 17 SDG รวมถึง SDG 1 ไม่มีความยากจน SDG2 หิวโหย SDG 3 – สุขภาพที่ดีและความเป็นอยู่ที่ดี SDG 4 – คุณภาพการศึกษา SDG 5 – ความเสมอภาคทางเพศ SDG6- น้ำสะอาดและสุขอนามัย SDG 7-Affordable และพลังงานสะอาด SDG 8 – งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ SDG 9 – อุตสาหกรรมนวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน SDG 10 – ความไม่เท่าเทียมลดลง SDG 11 – เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน SDG 12 – การบริโภคและการผลิตที่รับผิดชอบ SDG 13 – สภาพภูมิอากาศ -Life on land SDG 16 – สันติภาพความยุติธรรมและสถาบันที่แข็งแกร่ง SDG 17 – ความร่วมมือเพื่อเป้าหมาย

มหาวิทยาลัยสีเขียว


มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี  (KMUTT) ได้รับการยอมรับให้เป็นมหาวิทยาลัยที่โดดเด่นแห่งหนึ่งของประเทศไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าไม่เพียงแค่เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ของประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังมีวัตถุประสงค์ที่จะมีชื่อเสียงไกลไปถึงระดับสากลอีกด้วย KMUTTได้ทำการพัฒนากลยุทธ์ของผู้เล่นระดับโลกโดยมีจุดประสงค์ในการสร้างบัณฑิตให้เป็นผู้มีความเป็นเลิศด้านการสื่อสารและด้านความเป็นผู้นำ ตลอดจนความเป็นความเลิศทางด้านทักษะต่าง ๆ และในด้านเทคนิค จากความร่วมมือในการทำงานร่วมกันอย่างหนักบวกกับใจรักทางด้านการเรียนและการค้นคว้าต่างๆ ทำให้ KMUTT นำเสนอความเป็นเลิศทั้งในด้านการสอนและด้านการวิจัยเพื่อให้ความรู้และกระตุ้นนักศึกษาและพนักงานเจ้าหน้าของเรา เพื่อการก้าวไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว KMUTTมีความรับผิดชอบในการสนับสนุนด้านความรู้เพื่อจัดและดำเนินการที่เป็นต้นแบบทางด้านพลังงาน(ด้านการจัดการระบบความปลอดภัยทางธรรมชาติ) ซึ่งสามารถส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนของมหาวิทยาลัยของเรา เพื่อขยายวงกว้างสู่การพัฒนาสังคมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มหาวิทยาลัยมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำทางด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยครอบคลุมทุกกิจกรรม ตั้งแต่การดำเนินการ การเรียนการสอน และการวิจัย


แผนกลยุทธ์การพัฒนาที่ยั่งยืนของKMUTTในปี 2553-2563: แผนกลยุทธ์ปี 2559-2563 ได้มีการแก้ไขใหม่โดยมีพื้นฐานและข้อมูลมาจากความสำเร็จของการทำแผนพัฒนาเมื่อห้าปีแรกของกลยุทธ์นี้ โดยแผนกลยุทธ์ฉบับแก้ไขนี้มุ่งไปที่ประเด็นสำคัญต่าง ๆ ที่ต้องการความพยายามเพิ่มมากขึ้น เช่นทางด้านความปลอดภัย การติดตั้ง และการใช้อุปกรณ์ที่แปลงพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าภายในมหาวิทยาลัย เป้าหมายในแผนกลยุทธ์การพัฒนาที่ยั่งยืนของKMUTTในปี 2553-2563: ฉบับแก้ไขนี้ยังเน้นไปที่ความร่วมมือของนักศึกษาและพนักงานทุกส่วนให้มีหัวใจสีเขียว และมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ที่ส่งเสริมด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย ที่มุ่งเน้นไปการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในKMUTT แผนกลยุทธ์ฉบับแก้ไขนี้เน้นไปที่ องค์ประกอบหลักๆสำคัญ 6+1 ประกอบด้วย ด้านโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ด้านของเสีย ด้านน้ำ ด้านการคมนาคมขนส่ง ด้านการศึกษาและการเรียนรู้ และด้านความปลอดภัย



“ในปี 2561 มจธ . ส่งเสริมกิจกรรม มหาวิทยาลัยสีเขียว เพื่อความยั่งยืนโดยใช้เป้าหมายยุทธศาสตร์ด้วยจำนวนคน 20,137 คน โดยมีนักเรียน16,936 คน พนักงาน 3,201 คน และเจ้าหน้าที่ที่ให้การสนับสนุน”



มจธ. : วิทยาเขต

ในปี 2561 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือมี 4 วิทยาเขต / พื้นที่ซึ่งมีพื้นที่รวม 2,556,192.00 ตารางเมตร

+ มจธ. บางมด 227,560 ตารางเมตร
+ มจธ. บางขุนเทียน  538,376.00 ตารางเมตร
+ มจธ. ราชบุรี  1,787.200 sq.meters
+ มจธ. Knowledge Xchange For Innovation (KX)  3,056.00  ตารางเมตร

ด้านพลังงาน


ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่ KMUTTนั้น ได้ให้ความสำคัญกับกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งดำเนินการตามเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2573 (SDG 2030) (เป้าหมายที่ 7)  อันประกอบไปด้วยพลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้ และด้านการรับมือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (เป้าหมายที่ 13)  โดยมีการรองรับถึงการเข้าถึง ความน่าเชื่อถือ ความยั่งยืน และความทันสมัยของพลังงาน KMUTT ได้ตระหนักถึงประเด็นการใช้พลังงานและปัญหาต่าง ๆ ของการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และได้เตรียมการส่งเสริมนโยบายต่าง ๆ ไว้


ตัวอย่างเช่น นโยบายในการลดใช้พลังงานและการใช้พลังงานหมุนเวียน นโยบายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งรวมถึงการใช้พลังงานจากเครื่องมือต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ การดำเนินงานด้านอาคารอัจฉริยะหรืออาคารสีเขียว การใช้ไฟฟ้าทั้งหมด แผนงานด้านการประหยัดและอนุรักษ์พลังงาน การปรับตัวภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและแผนงานด้านการบรรเทาต่าง ๆ นอกเหนือจากนั้น KMUTTยังได้มีแผนการส่งเสริมงานวิจัยและเทคโนโลยีต่าง ๆ ทางด้านพลังงานสะอาดด้วย อันประกอบไปด้วยพลังงานหมุนเวียน ประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน และเทคโนโลยีขั้นสูงที่ทำให้เชื้อเพลิงจากซากดึกดำบรรพ์สะอาดมากขึ้น ตลอดจนส่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเทคโนโลยีด้านพลังงานสะอาดอีกด้วย


ด้านสิ่งปฏิกูล


การจัดการด้านขยะมูลฝอยและสิ่งปฎิกูลเป็นกุญแจสำคัญของเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน2573 (SDG 2030) โดยเฉพาะเป้าหมายด้านการพัฒนาเมืองและชุมชนต่าง ๆ อย่างยั่งยืน (SDG 11) เพื่อก่อให้เกิดการรับผิดชอบต่อการบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืน (SDG 12) และเพื่อชีวิตของทรัพยากรใต้น้ำ (SDG 14)


เป้าหมายที่ 11.6 (SDG 11.6): ภายในปี 2573, จะทำการลดความไม่พึงประสงต์ต่อหัวที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในเมือง รวมถึงการให้ความสำคัญกับคุณภาพอากาศและเขตเทศบาลเมือง ตลอดจนการจัดการของเสียต่างๆ อย่างเป็นพิเศษ.

เป้าหมายที่ 12.4 (SDG 12:4): ภายในปี2563, จำต้องประสบความสำเร็จทางด้านการจัดการสารเคมีและของเสียอื่น ๆ ตามวัฐจักรหมุนเวียนของเสียสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ โดยแผนการนี้จะสอดคล้องกับกรอบข้อตกลงระหว่างประเทศที่วางไว้ อีกทั้งยังจะลดอัตราการปล่อยและระบายอากาศ น้ำ และดินเพื่อลดผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ต่อสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

เป้าหมายที่ 12.5 (SDG 12.5): ภายในปี 2573, จะลดการก่อให้เกิดของเสียอย่างจริงจัง โดยผ่านการป้องกัน การลดอัตราการเกิดของเสีย และการหมุนเวียนนำกลับมาใช้ใหม่

เป้าหมายที่ 14.1 (SDG 14.1): ภายในปี 2568, จะต้อวป้องกันและลดมลพิษทางทะเลทุกชนิด ซึ่งจะเน้นไปทางมลพิษที่เกิดจากกิจกรรมภาคพื้นดิน โดยประกอบไปด้วยมลพิษจากเศษซากทะเลและจากอาหารต่าง ๆ


การพัฒนาระบบการจัดการของเสียอย่างเต็มรูปแบบและพัฒนาด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนสามารถสนับสนุนและส่งผลไปในทางบวก ซึ่งจะทำให้ประสบความสำเร็จต่อเป้าหมายอื่น ๆได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น เป้าหมายด้านการมีสุขภาพและการเป็นอยู่ที่ดี (SDG 3) การจ้างงานที่มีคุณค่า (SDG 8) และด้านการรับมือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (SDG 13)





ของเสีย (ขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล)

ของเสีย หรือขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลเป็นหนึ่งในปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมระดับชาติ อันเป็นผลมาจากการจัดการที่ไม่เหมาะสม KMUTTเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักในด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงขยะที่เป็นของเสียอันตรายและขยะมูลฝอยต่าง ๆ ภายในชุมชน ดังนั้นสถาบันจึงได้พยายามลดผลกระทบของของเสียเหล่านี้เพื่อรักษาทรัพยากรและลดค่าใช้จ่ายของมหาวิทยาลัยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ของเสียและขยะมูลฝอยต่าง ๆ ที่ทาง KMUTT ใส่ใจเป็นพิเศษประกอบไปด้วย ของเสียที่เป็นอันตราย ขยะจากชุมชน และน้ำเสีย



ระบบการจัดการของเสียอันตรายภายใน KMUTT

ของเสียอันตรายภายในKMUTTส่วนมากมาจากห้องปฏบัติการของเสีย ห้องปฏิบัติการของที่นี่ใช้ดำเนินการทางด้านการศึกษาและการวิจัยต่าง ๆ ซึ่งส่งผลกระทบเป็นอันดับแรก ๆ ในการก่อให้เกิดของเสียภายในมหาวิทยาลัย ความไม่เหมาะสมในการกำจัดของเสียอันตรายเป็นปัญหาอย่างหนึ่งที่ต้องตระหนักและใส่ใจ เพราะมันก่อให้เกิดผลเสียต่อธรรมชาติและทำอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงมนุษย์ด้วย ระบบการจัดการของเสียอันตรายภายในKMUTTจึงได้ถูกตั้งขึ้น โดยตั้งเป้าที่จะมีบทบาทสำคัญในการดูแลรักษาความปลอดภัยและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมภายในมหาวิทยาลัย



ระบบการจัดการขยะมูลฝอยชุมชมภายภายใน KMUTT

ขยะมูลฝอยต่าง ๆ ในชุมชนเป็นปัญหาที่ร้ายแรงปัญหาหนึ่งที่ทุกพื้นที่ในประเทศไทยรวมไปถึงสถาบันการศึกษาล้วนกำลังเผชิญอยู่ การเพิ่มมากขึ้นของขยะมูลฝอยในแต่ละปีนำไปสู่ปัญหาสิ่งแวดล้อมหลายด้าน KMUTTเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างรุนแรงในด้านสิ่งแวดล้อมนี้ เช่นของเสียจากขยะมูลฝอยภายในชุมชน ทางสถาบันจึงได้พยายามลดความรุนแรงของผลกระทบนี้โดยการมีระบบการจัดการของเสียอันตรายและขยะมูลฝอยจากชุมชนที่เหมาะสม ซึ่งการจัดการนี้จะช่วยลดความเสี่ยงของนักศึกษา พนักงาน และคนภายในชุมชน อีกทั้งยังสามารถช่วยรักษาทรัพยากรและค่าใช้จ่ายของมหาวิทยาลัยได้อีกด้วย





ระบบการจัดการน้ำเสียใน KMUTT

เรามีการจัดการคุณภาพน้ำทิ้งจากอาคารวิจัยอาคารเรียนและบ่อน้ำธรรมชาติ ตามข้อกำหนดการกำจัดน้ำเสียด้วยการตรวจและบำบัดน้ำเสียเป็นรายเดือนก่อนส่งไปยังท่อส่งน้ำในประเทศ โดยทีมนักศึกษา

ด้านน้ำ


ด้านน้ำและเป้าหมายการจัดการอย่างยั่งยืน 2573 (SDG 2030)


+ คนจำนวนมากยังขาดแคลนการเข้าถึงระบบการจัดการอุปกรณ์สำหรับดื่มน้ำที่ปลอดภัย และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขอนามัยต่างๆ ปัญหาขาดแคลนน้ำ น้ำท่วม และระบบการจัดการน้ำเสียที่ยังไม่เหมาะสมนั้น ยังคงส่งผลและกีดขวางการพัฒนาทางด้านสังคมและเศรษฐกิจของประเทศชาติ การเพิ่มประสิทธิภาพของน้ำและการพัฒนาการจัดการน้ำจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างความสมดุลในการแข่งขัน และเพิ่มความต้องการของน้ำในหลายๆภูมิภาคและในผู้บริโภคด้วย ผลจากแบบสำรวจแสดงว่า 157 ประเทศทั่วโลกได้มีการใช้งานและมีการบูรณาการการจัดการทรัพยากรน้ำถึง 48 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2560-2561


+ จากฐานข้อมูลอ้างอิงแสดงว่า มี 62 ประเทศจากทั้งหมด 153 ประเทศทั่วโลก ที่มีเขตกั้นน่านน้ำข้ามพรมแดนเดียวกัน เปอร์เซ็นต์เฉลี่ยของลุ่มน้ำข้ามพรมแดนระหว่างชาติที่ถูกปกป้องคุ้มกันโดยการจัดการเชิงปฏิบัติการมีเพียง 59 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นในปี 2560


แหล่งอ้างอิง: จากรายงานเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนปี 2561 โดยเลขาธิการของแผนพัฒนา




นโยบายการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพน้ำภายในKMUTT

  1. ลดการใช้น้ำจากท่อ 30% ในปี 2573 เมื่อเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลในปี 2549
  2. เพิ่มจำนวนการใช้ทรัพยากรจากน้ำฝนและแหล่งน้ำธรรมชาติเป็นปริมาณ 20% ในปี 2563
  3. นำแผนงานการหมุนเวียนน้ำโดยการนำน้ำที่สะอาดและถูกสุขลักษณะมาใช้เป็นปริมาณ 50% ภายในอาคารที่สร้างใหม่ตั้งแต่ปี 2548
  4. ประสบความสำเร็จในด้านการบริโภคน้ำดื่มที่ปลอดภัยและทำความสะอาดน้ำเสียภายในสถาบันในปี 2560


ด้านการขนส่ง


แม้ว่าการขนส่งอย่างยั่งยืนจะไม่ได้กล่าวถึงและแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนในปี 2573 (SDG 2030) แต่อย่างไรก็ตามการขนส่งและคมนาคมก็เป็นหลักสำคัญที่เกี่ยวข้องและส่งผลทั้งทางตรงและทามอ้อมในหลาย ๆ เป้าหมายที่ถูกนำเสนอภายใต้ SDGs โดยเฉพาะด้านที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของอาหาร สุขภาพ พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน ชุมชนเมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ระบบการบริการด้านขนส่งคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการประสบความสำเร็จของเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน เช่น เป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่เกี่ยวข้องกับด้านการขนส่ง


แผนพัฒนาอย่างยั่งยืนปี 2573 ได้กล่าวไว้ว่าระบบการขนส่งอย่างยั่งยืน ควรมีการเข้าถึงผู้บริโภคที่สามารถจับจ่ายใช้สอยได้ มีความน่าเชื่อถือ มีความยั่งยืนและการบริการที่ทันสมัย มีโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพและความยืดหยุ่น รวมไปถึงนโยบายอื่น ๆ ที่เพิ่มประสิทธิผลและประโยชน์ในการผลิต ซึ่งจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจให้กับทุกประเทศทั่วโลก เนื้อหาของแผนพัฒนานี้ประกอบไปด้วย 5 เป้าหมายที่เกี่ยวข้องโดยทางตรงกับภาคส่วนเป้าหมายการขนส่งคมนาคม และอีก 7 เป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งคมนาคมในทางอ้อม




การขนส่งคมนาคมมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับ 5 เป้าหมายของแผนพัฒนาอย่างยั่งยืน ประกอบไปด้วยความปลอดภัยของถนน (เป้าหมายที่ 3.6) ประสิทธิภาพของพลังงาน (เป้าหมายที่ 7.3) โครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน (เป้าหมายที่ 9.1) การเข้าถึงชุมชนเมือง (เป้าหมายที่ 11.2) และเงินส่งเสริมด้านเชื้อเพลิงจากเศษซากดึกดำบรรพ์ (เป้าหมายที่ 12) ซึ่งเน้นย้ำให้เห็นว่าการขนส่งอย่างยั่งยืนนั้นไม่ได้มีเพื่อผลประโยชน์ของตัวมันเอง แต่มีส่วนสำคัญอย่างมากในการส่งเสริมและกระตุ้นความสำเร็จของหลาย ๆ เป้าหมายในแผนพัฒนาความยั่งยืน


การขนส่งคมนาคมยังส่งผลทางอ้อมต่อ 7 เป้าหมายของแผนพัฒนาอย่างยั่งยืนอีกด้วย ซึ่งประกอบไปด้วย ผลผลิตทางการเกษตร (เป้าหมายที่ 2.3) มลพิษทางอากาศ (เป้าหมายที่ 3.9) การเข้าถึงน้ำดื่มที่สะอาดปลอดถัย (เป้าหมายที่ 6.1) ความเป็นอยู่ของเมืองที่ยั่งยืน (เป้าหมายที่ 11.6) การลดจำนวนลงของการสูญเสียอาหาร (เป้าหมายที่ 12.3) การปรับตัวภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (เป้าหมายที่ 13.1) และการลดการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ (เป้าหมายที่ 13.2)

ด้านการศึกษาและการเรียนรู้


เป้าหมายของแผนการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ไม่เพียงแค่ให้ความสำคัญกับการเข้าเรียนที่โรงเรียนแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังใส่ใจในเรื่องความรู้ ทักษะ และการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกคน เพื่อช่วยสังเกตความต้องการทางด้านนี้ แผนพัฒนาได้มีการออกแบบแบบสำรวจทักษะด้านต่าง ๆ ของผู้ใหญ่ (Survey of Adult skills) โดยแบบสำรวจระดับนานาชาตินี้ ได้แสดงผลการสำรวจออกมาครั้งแรกเมื่อปี 2556 จากการประเมิณผู้ใหญ่ครอบคลุมถึง 33 ประเทศทั่วโลก ถือเป็นส่วนหนึ่งของ PIAAC ที่ซึ่งทำการสำรวจและประเมิน โดยตัวประเมินนี้ใช้วัดสมรรถนะหรือทักษะของผู้ใหญ่ในด้านองค์ความรู้และทักษะต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการทำงานรายบุคคล เพื่อนำไปสู่การทำงานที่เหมาะสม การมีส่วนร่วมต่อสังคม และเพื่อความเจริญรุ่งเรืองด้านเศรษฐกิจ



“มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีได้จัดเตรียมหลักสูตรต่าง ๆ ที่มีการเรียนการสอนในชั้นเรียน และส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียนผ่านโครงการต่าง ๆ เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่เสมือนจริง โดยการปฏิรูปมหาวิทยาลัยให้มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการเรียนรู้และพัฒนาในด้านการตระหนักและการริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ในการแก้ปัญหาต่างๆ ซึ่งจะส่งผลในการช่วยพัฒนาคนทั้งในยุคปัจจุบันและอนาคต และเพื่อให้สิ่งที่กล่าวไปแล้วเบื้องต้นได้เกิดขึ้น การมุ่งเน้นแรกของเราจึงไม่ได้เน้นไปที่การดำเนินการของสถาบันแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เรายังเน้นไปที่การให้ความรู้ความเข้าใจแก่นักศึกษา และการทำงานร่วมกันกับเพื่อนร่วมงาน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าผู้สำเร็จการศึกษาของเราจะมีจิตสำนึกและใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม”



ปัจจุบันนี้โลกกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายในด้านตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษาที่ครอบคลุมทั้งด้านการเข้าถึง ความเสมอภาค และคุณภาพทางการศึกษาในทุก ๆ ระดับ ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถชี้วัดและติดตามผลได้ตลอดเวลาอย่างเป็นสากล ทั้งนี้ทั้งนั้นองค์กรระหว่างประเทศหลาย ๆ แห่งทั่วโลก อย่างเช่น องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) สถาบันสถิติศาสตร์ (UIS) องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาติ (UNICEF) ธนาคารโลกและองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ต่างยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือและพัฒนาในหลายด้าน ยกตัวอย่างเช่น ได้เข้าร่วมงานประชุมที่หารือเกี่ยวกับความก้าวหน้าทางด้านการศึกษาของสภาการศึกษาโลก (World Education Forum) และงานการประชุมด้านสถิติแห่งประชาชาติ (UN Statistic Commission: UNSC)

ด้านความปลอดภัย


ความปลอดภัยเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่เกี่ยวข้องกับด้านสุขภาพ เป้าหมายทางด้านความปลอดภัยทางถนนได้ถูกรวมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ซึ่งได้รับการลงมติยอมรับโดยสมาชิกของสหประชาชาติที่ถูกจัดขึ้นในเมืองนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เป้าหมายที่เจาะจงทางด้านสุขภาพคือการลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากการจราจรบนถนนให้ได้ถึง 50% ภายในปี 2563 อีกทั้งยังมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายของการขนส่งภายในตัวเมืองอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ทั้งนั้นเป้าหมายนี้ยังได้รับการอนุมัติแล้วบนพื้นที่ที่มีเครื่องหมายบ่งชี้แห่งความสำเร็จในชุมชนของความปลอดภัยบนท้องถนน แผนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ได้ออกแบบมาเพื่อ ‘กระตุ้นการกระทำและการเคลื่อนไหวบนพื้นที่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับมนุษยชาติและโลก’


เป้าหมายที่ 3:
รับรองการมีสุขภาพและส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของคนทุกช่วงอายุ
3.6 ภายในปี 2563 จะลดอัตราการเสียชีวิตทั่วโลกและอัตราคนได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางท้องถนนและการจราจรเป็นจำนวนครึ่งหนึ่ง 
(ในทางด้านเป้าหมายสุขภาพนั้น วัตถุประสงค์ด้านความปลอดภัยทางถนนได้ถูกนำมาอยู่ในเกณฑ์เดียวกันกับสิทธิด้านอื่น ๆ ซึ่งรวมไปถึงการเสียชีวิตของแม่และเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี กลุ่มคนที่มีเชื้อเอดส์ และการประกันสุขภาพถ้วนหน้า เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDG) ของปี 2563 ซึ่งดูเหมือนว่าต้องการความพยายามมากกว่าเป้าหมายด้านความปลอดภัยทางท้องถนนแห่งสหประชาชาติ (UNDARS) ในเรื่องการลดอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนที่ถูกจัดตั้งขึ้นในปี 2563)


เป้าหมายที่ 11: 
ทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีความปลอดถัยทั่วถึง และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างยั่งยืน
11.2 ภายในปี 2573 จะมีการจัดเตรียมในการเข้าถึงถึงความปลอดภัย ความสามารถในการใช้จ่าย ความสามารถในการเข้าถึง และความยั่งยืนของระบบการขนส่งคมนาคมสำหรับทุกคน จะมีการพัฒนาความปลอดภัยทางด้านถนนด้วยการขยายและเพิ่มระบบขนส่งสาธารณะ โดยจะให้ความสนใจและคำนึงถึงความต้องการของผู้ที่อยู่ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยง ผู้หญิง เด็ก คนพิการและผู้สูงอายุมากขึ้นเป็นพิเศษ ประเด็นด้านความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) คือ สุขภาพและความปลอดภัยในสถานที่ทำงานในเป้าหมายที่ 3 ที่ 8 และที่ 16 ของ SDG 


เป้าหมายที่ 3:
3.9 ภายในปี 2573 จะมีการลดจำนวนของอัตราการเสียชีวิตและความเจ็บป่วยที่ได้รับผลกระทบมาจากสารเคมีอันตรายและอากาศ น้ำ และมลพิษทางดินที่มีสารปนเปื้อนต่างๆ เป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีการนำกรอบอนุสัญญาควบคุมยาสูบ (FCT) มาใช้ และมีการควบคุมการใช้ยาสูบในทุก ๆ ประเทศที่เหมาะสมอีกด้วย hazardous chemicals and air, water, and soil pollution and contamination 3.a strengthen implementation of the Framework Convention on Tobacco Control in all countries as appropriate


เป้าหมายที่ 8:
8.8 ป้องกันสิทธิ์ของแรงงานและยังช่วยสนับสนุนความปลอดภัยโดยการทำให้สภาพแวดล้อมในที่ทำงานมีความปลอดภัยสำหรับลูกจ้างต่าง ๆ ซึ่งรวมไปถึงแรงงานข้ามชาติโดยเฉพาะแรงงานหญิง และรวมไปถึงการจ้างงานที่มีความเสี่ยงด้วย 8.8 Protect labour rights and promote safe and secure working environments of all workers, including migrant workers, particularly women migrants, and those in precarious employment

Goal16 16.6 Develop effective, accountable and transparent institutions at all levels เป้าหมายที่ 16 16.6 พัฒนาด้านประสิทธิภาพ ด้านการรับผิดชอบต่องานต่าง และด้านความโปร่งใสในการบริหารงานของสถาบันต่าง ๆ ในทุกระดับ



KMUTT มุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกกิจกรรมของเราตั้งแต่การดำเนินงานการสอนจนถึงการทำวิจัย ภาระผูกพันของเราคือ

+ เป็นมหาวิทยาลัยสีเขียวและยั่งยืนให้เป็นแบบอย่างด้านพลังงานสิ่งแวดล้อมระบบการจัดการความปลอดภัยและเป็นเวทีการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อส่งเสริมความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืน

+ เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนและเพื่อนร่วมงานของเรากลายเป็นตัวแทนการเปลี่ยนแปลงที่ช่วยชุมชนและสังคมมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นผ่านการนำแนวคิด SEP สำหรับ SDG มาใช้

+ มุ่งมั่นในการปรับปรุงระบบการจัดการพลังงานสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยให้เกิดความยั่งยืนสำหรับทุกคน


แม้เราจะประสบความสำเร็จมาก่อน แต่การตัดสินใจที่ยากยังคงอยู่ในอนาคต โครงการสีเขียวจำนวนมากมักต้องการการลงทุนล่วงหน้าสูง อย่างไรก็ตามเราเชื่อว่าผลตอบแทนจากการลงทุนสำหรับโครงการสีเขียวและยั่งยืนนั้นมักจะอยู่ในระยะยาวด้วยผลตอบแทนที่หลากหลายและหลากหลายซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับคนรุ่นต่อไปในอนาคตและยั่งยืนสำหรับ KMUTT ฉันขอขอบคุณสมาชิกและเพื่อนของ KMUTT สำหรับสิ่งที่คุณประสบความสำเร็จในแต่ละวันเพื่อช่วยให้มจ ธ . เติบโตอย่างยั่งยืนและให้การศึกษาแก่บัณฑิตของเราเพื่อให้มั่นใจว่าอนาคตของพวกเขาจะยั่งยืนเช่นกัน

เว็บไซต์

Top