หากย้อนเวลากลับไปในอดีต อาชีพการเลี้ยงโคนมถือเป็นเรื่องไกลตัวอย่างยิ่งสำหรับคนไทย ด้วยวิถีชีวิตดั้งเดิมที่คุ้นเคยกับการบริโภคนมเพียงน้อยนิด ประกอบกับสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยที่เป็นเมืองร้อน ขณะที่โคนมเป็นสัตว์ถิ่นเมืองหนาว การทำฟาร์มโคนมในเวลานั้นจึงแทบมองไม่เห็นความเป็นไปได้
ทว่าอาชีพที่สร้างรากฐานความมั่นคงให้กับเกษตรกรไทยในปัจจุบัน เกิดขึ้นจากพระอัจฉริยภาพและสายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่ทรงมุ่งหวังให้ชาวไทยได้บริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ พร้อมทั้งพระราชทานอาชีพใหม่เพื่อช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง เป็นหลักแหล่ง และไม่ต้องทำไร่เลื่อนลอยอีกต่อไป ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น พสกนิกรและเกษตรกรไทยจึงพร้อมใจกันน้อมเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญาแด่พระองค์เป็น “พระบิดาแห่งการโคนมไทย”
จากจุดเริ่มต้นตามแนวพระราชดำริ การรวมตัวของเกษตรกรในรูปแบบ “สหกรณ์” ได้ขยายตัวไปทั่วประเทศ ผลักดันให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามาสนับสนุนการทำฟาร์มและการแปรรูปเป็นอุตสาหกรรมนมครบวงจร เกิดการรณรงค์การบริโภคนมทั้งในโรงเรียนและตลาดทั่วไป จนส่งผลให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในด้านการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมและการบริโภคนมของประชากร

สู่บทใหม่ของการต่อยอดองค์ความรู้เพื่อความยั่งยืนในอนาคต
ปลายเดือนสิงหาคม 2569 คณะทำงานจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ออกเดินทางลงพื้นที่ฟาร์มโคนมในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการตรวจเยี่ยมฟาร์มทั่วไป แต่คือการลงไปฟังเสียง สะท้อนปัญหา และถอดบทเรียนจากพื้นที่จริง เพื่อสร้างโมเดล “โรงเรียนโคนม” (Dairy School) ที่มุ่งหวังจะเปลี่ยนวิธีคิดจากการถ่ายทอดความรู้แบบเดิม ไปสู่การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning Ecosystem) ให้แก่อุตสาหกรรมโคนมไทย
โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) โดยมีเป้าหมายในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการจากมหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญ หน่วยงานภาครัฐ สหกรณ์ และตัวเกษตรกรเอง ให้เข้ามาอยู่ในกระบวนการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ
บทเรียนข้ามทวีปบนผืนดินไทย
ระหว่างวันที่ 23 – 26 สิงหาคม 2569 คณะทำงานนำโดย รศ. ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน ที่ปรึกษา มจธ. พร้อมด้วย ศ. ดร.เชาวลิต ลิ้มมณีวิจิตร หัวหน้าโครงการ และทีมวิจัย มจธ. ได้ลงพื้นที่ร่วมกับ Dr. Jennifer L. Kushner ผู้อำนวยการ CALS Global, College of Agricultural and Life Sciences (CALS) จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน–แมดิสัน (University of Wisconsin–Madison) สถาบันชั้นนำด้านเกษตรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ชีวิตระดับโลก เพื่อนำประสบการณ์การจัดการฟาร์มโคนมระดับนานาชาติมาแลกเปลี่ยนและปรับใช้ในบริบทของประเทศไทย




จากทุ่งเสลี่ยมถึงเชียงใหม่ : สัมผัสความจริงในฟาร์ม
การลงพื้นที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 ณ อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย โดยเป็นการทำงานร่วมกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เพื่อเข้าเก็บข้อมูลเกษตรกรและศึกษาระบบการจัดการฟาร์มโคนมในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ทั้งเรื่องการจัดการฝูง อาหารและโภชนาการ การสืบพันธุ์ สุขภาพโค ตลอดจนกระบวนการผลิตและคุณภาพของน้ำนม โดยมุ่งเน้นการรับฟังและแลกเปลี่ยนจากปัญหาและสถานการณ์จริงที่เกษตรกรกำลังเผชิญ เพื่อนำข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ไปใช้เป็นฐานในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้และการถ่ายทอดเทคโนโลยีภายใต้โมเดล Dairy School ให้ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่อย่างตรงจุด
คณะเดินทางต่อไปยังจังหวัดเชียงใหม่ในวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ซึ่งยังคงเป็นการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เข้าเยี่ยมชมฟาร์มโคนมของเกษตรกรในพื้นที่และฟาร์มโคนมของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการจัดการฟาร์ม ระบบการผลิต ตลอดจนการประยุกต์ใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พร้อมทั้งเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย สหกรณ์ และเกษตรกร เข้ากับประสบการณ์ระดับสากลจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน–แมดิสัน เพื่อร่วมกันมองหาแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย
ต่อภาพความหลากหลายที่สกลนคร
จากนั้นในวันที่ 26 สิงหาคม 2569 คณะลงพื้นที่ขยายผลสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ จังหวัดสกลนคร เข้าเยี่ยมชม หารือ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับ สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด และ สหกรณ์โคนมภูพานสกลนคร จำกัด รวมถึงเยี่ยมชมฟาร์มโคนมของเกษตรกรในพื้นที่ และร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะกับทีมงาน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร (มก.ฉกส.) เพื่อทำความเข้าใจบริบทและความหลากหลายของระบบการผลิตโคนมในแต่ละภูมิภาค ตลอดจนร่วมกันวางแนวทางการพัฒนาระบบการเรียนรู้ที่สามารถนำไปปฏิบัติและใช้ได้จริงในพื้นที่



เปลี่ยนห้องเรียน สู่ระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด
หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนครั้งนี้ คือการเปลี่ยนผ่านจากแนวคิด “การถ่ายทอดความรู้” (Knowledge Transfer) ที่เน้นการอบรมฝ่ายเดียว ไปสู่ “การเรียนรู้ร่วมกัน” (Co-learning) โดยใช้พื้นที่จริงเป็นห้องเรียน และให้เกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบการเรียนรู้ตั้งแต่ต้น
ภายใต้โมเดล Dairy School มจธ. และเครือข่ายพันธมิตรตั้งเป้าเชื่อมโยง 5 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ คน–ความรู้–ข้อมูล–เทคโนโลยี–เครือข่าย เข้าด้วยกัน เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงองค์ความรู้และเครื่องมือที่จำเป็นต่อการบริหารจัดการฟาร์ม พึ่งพาและตัดสินใจจากข้อมูลจริง ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับคุณภาพน้ำนมดิบให้มีมาตรฐานสูงขึ้น
ความร่วมมือระหว่าง มจธ. มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน–แมดิสัน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร และภาคีเครือข่ายในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงโครงการอบรมระยะสั้น หากแต่เป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด เพื่อเชื่อมต่อไปสู่การพัฒนาฟาร์ม การพัฒนาอาชีพ และการยกระดับห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมโคนมไทยให้เติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน