คณะทำงานโครงการการยกระดับการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย เฝ้าทูลละอองพระบาท กราบบังคมทูลรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงาน

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชวโรกาสให้ คณะทำงานโครงการการยกระดับการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย เฝ้าทูลละอองพระบาท กราบบังคมทูลรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงาน

           วันที่ 5 มีนาคม 2569 เวลา 14.30 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จออก ณ วังสระปทุม กรุงเทพมหานคร พระราชทานพระราชวโรกาสให้ คณะทำงานโครงการการยกระดับการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย ประกอบด้วย รองศาสตราจารย์ ดร. สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ รองศาสตราจารย์ ดร. ศักรินทร์ ภูมิรัตน ที่ปรึกษามหาวิทยาลัยฯ และศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยวิสคอนซิน พร้อมคณะผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา และสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยวิสคอนซินแห่งประเทศไทย เฝ้าทูลละอองพระบาทกราบบังคมทูลรายงานความก้าวหน้าแนวทางการพัฒนาและขับเคลื่อนอาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในประเทศไทย

ในการนี้ คณะทำงานฯ ได้กราบบังคมทูลรายงานสถานการณ์วิกฤตของอุตสาหกรรมโคนมไทย ซึ่งพบว่าในช่วงปี 2567 – 2568 ปริมาณผู้เลี้ยงและจำนวนโคนมลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีจำนวนเกษตรกรลดลงจาก 24,145 ราย ในปี 2564 เหลือเพียง 15,638 ราย ในปี 2568 และจำนวนโคนมลดลงจากกว่า 8 แสนตัวเหลือเพียงประมาณ 5 แสน 6 หมื่นตัว โดยปัจจุบันโครงสร้างอุตสาหกรรมนมส่วนใหญ่ร้อยละ 96.17 เป็นฟาร์มรายเล็กและรายย่อย ซึ่งประสบปัญหาหลัก 3 ประการ ได้แก่ ผลผลิตน้ำนมต่ำ ประสิทธิภาพการสืบพันธุ์ต่ำ และต้นทุนอาหารสัตว์ที่ปรับตัวสูงขึ้นมากกว่า 17 บาทต่อกิโลกรัมน้ำนม

     สำหรับความคืบหน้าของกิจกรรมหลักในช่วงเดือนมิถุนายน 2567 ถึง ธันวาคม 2568 คณะทำงานฯ ได้ดำเนินงานผ่านความร่วมมือทั้งระดับสากลและในประเทศ โดยประสานงานร่วมกับมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน สหรัฐอเมริกา และสถาบันการศึกษา 9 แห่งในประเทศไทย เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่เกษตรกร  มีผลการดำเนินงานที่สำคัญ อาทิ:

  • นวัตกรรมเพื่อเกษตรกร: การนำงานวิจัยด้านอาหาร ระบบสืบพันธุ์ และการจัดการโรงเรือนไปใช้จริง เช่น การใช้ชุดตรวจ “Early P-Check” เพื่อตรวจการตั้งท้องผ่านน้ำนม ได้ตั้งแต่วันที่ 45 หลังการผสมเทียม ซึ่งมีความแม่นยำสูงถึงร้อยละ 95 ช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาในการจัดการระบบสืบพันธุ์
  • การจัดการข้อมูลสมัยใหม่: พัฒนาระบบ Automated Data Pipeline และ Dashboard เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการผลิตรายพื้นที่ ช่วยให้สหกรณ์และเกษตรกรสามารถตัดสินใจบริหารจัดการฟาร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การพัฒนาบุคลากร: ออกแบบโมเดลโรงเรียนโคนม (Dairy School) และหลักสูตรการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนักวิจัย เจ้าหน้าที่ส่งเสริม และเกษตรกร

           นอกจากนี้ คณะทำงานฯ ได้รายงานความสำเร็จเบื้องต้นจากการลงพื้นที่ให้คำแนะนำในฟาร์มตัวอย่าง อาทิ สำราญฟาร์ม จังหวัดเพชรบุรี ที่สามารถเพิ่มผลผลิตน้ำนมเฉลี่ยจาก 9.4 กิโลกรัม เป็น 13.5 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน จากการปรับปรุงสูตรอาหาร โดยมีเป้าหมายในระยะต่อไปคือการยกระดับฟาร์มเกษตรกรรายย่อย 840 ราย ใน 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อลดต้นทุนการผลิตลงร้อยละ 12 และสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ตามพระราชปณิธานในการสืบสานอาชีพพระราชทาน