“อาชีพอาจเปลี่ยนได้ แต่คุณค่าที่อยากส่งต่อให้ผู้คน ไม่เคยเปลี่ยน”

กาญจนา แสงสุวรรณ

ทำงานด้านพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชน มูลนิธิโฮปอะคาเดมี่

นักศึกษาเก่าภาควิชาครุศาสตร์ไฟฟ้า คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ปีที่เข้าศึกษา 2545

อะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เลือกทำงานด้านเด็กและเยาวชน ทั้งที่เรียนและเริ่มต้นจากสายไฟฟ้า

หลังเรียนจบจากคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี สาขาไฟฟ้า พี่เริ่มต้นทำงานเป็น Sales Engineer ดูแลระบบตู้ควบคุมไฟฟ้าอยู่ประมาณ 5 ปี แต่จริง ๆ แล้ว สิ่งที่อยู่กับพี่มาตั้งแต่เด็ก คือการทำกิจกรรมเพื่อสังคม เพราะพี่เป็นเด็กต่างจังหวัดที่ได้รับทุนพระราชทานสำหรับนักเรียนเรียนดีแต่ยากจน ซึ่งทุนนี้ไม่ได้ให้เพียงโอกาสทางการศึกษา แต่ยังปลูกฝังให้ผู้รับทุนต้องทำกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งรายงานผลการเรียนและผลงานความดีทุกภาคเรียน เมื่อทำงานไปสักระยะ พี่เริ่มถามตัวเองว่า “งานที่ทำอยู่คือความสุขที่แท้จริงหรือยัง” สุดท้ายพี่จึงตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทาง มาทำงานด้านพัฒนาเด็กและเยาวชน เพราะรู้ว่านี่คือสิ่งที่ทำแล้วรู้สึกมีความหมายที่สุด


การเปลี่ยนจากวิศวกรมาทำงานกับเด็ก มีความท้าทายอย่างไร

ตอนเป็นวิศวกร เราใช้หลักเหตุผล วิเคราะห์ปัญหา แล้วหาวิธีแก้ไขตามระบบ แต่เมื่อมาทำงานกับเด็ก พี่ค้นพบว่า “เด็กไม่ใช่เครื่องจักร” เด็กแต่ละคนมีพื้นฐานครอบครัว ประสบการณ์ และสภาพจิตใจที่แตกต่างกัน การทำงานจึงต้องเริ่มจากการเข้าใจว่าเขากำลังเผชิญอะไร และต้องการความช่วยเหลือแบบไหน สิ่งที่พี่ทำไม่ใช่การแก้ปัญหาด้วยเงิน แต่เป็นการสอนให้เด็ก “คิดให้ถูก คิดให้เป็น และคิดอย่างสร้างสรรค์” เมื่อเด็กมีวิธีคิดที่ถูกต้อง เขาจะสามารถจัดการชีวิตของตัวเอง ลุกขึ้นจากปัญหา และก้าวต่อไปได้ด้วยตัวเอง


เรียนรู้ที่จะเข้าใจเด็กได้อย่างไร

จริง ๆ แล้ว ระหว่างเรียนที่บางมด พี่ทำกิจกรรมอาสาและทำงานกับเด็กมาตลอด จึงมีพื้นฐานอยู่บ้าง แต่เมื่อกลับมาทำงานด้านนี้อย่างจริงจัง สิ่งแรกที่พี่เลือกทำคือ “สังเกต” สังเกตว่าเด็กแต่ละคนมีพื้นฐานชีวิตอย่างไร ต้องการอะไร และกำลังเผชิญปัญหาแบบไหน เมื่อเราเข้าใจเขาจริง ๆ การสื่อสาร การช่วยเหลือ และการสร้างความไว้วางใจก็จะเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าเดิม


สิ่งที่ทำให้มีความสุขที่สุดจากการทำงานด้านเด็กคืออะไร

ตลอดเวลาที่ทำงาน พี่เห็นเด็กหลายคนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น จากเด็กที่ไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง กลายเป็นคนที่เชื่อมั่นในตัวเอง จากผู้รับ กลายเป็นผู้ให้จากคนที่จัดการชีวิตไม่ได้ กลายเป็นคนที่รับผิดชอบทั้งตัวเองและสังคม

เมื่อเห็นเด็กมีทัศนคติที่ดีขึ้น ผลการเรียนดีขึ้น และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข พี่รู้สึกว่าสิ่งที่ทำมีคุณค่า และเป็นความสุขที่อธิบายได้ยากจริง ๆ


อะไรคือแรงบันดาลใจที่ทำให้ทำงานด้านนี้ต่อเนื่องมานานเกือบ 20 ปี

แน่นอนว่างานทุกงานมีช่วงที่เหนื่อยและท้อ งานเพื่อสังคมก็เช่นกัน เพราะหลายครั้งเราต้องเสียสละ ทั้งเวลา กำลังใจ และพลังงาน แต่ทุกครั้งที่เห็นเด็กคนหนึ่งเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ เพราะโอกาสที่เราเคยมอบให้ ความเหนื่อยเหล่านั้นก็หายไป

พี่เชื่อว่า หากเราเห็นคุณค่าของสิ่งที่ทำอย่างชัดเจน เราจะมีพลังเดินหน้าต่อ แม้ระหว่างทางจะเต็มไปด้วยอุปสรรคก็ตาม