Who’s News Collective ImpactPioneer

มจธ. และสกพอ. ลงนามสร้างความร่วมมือการวิจัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการหมุนเวียนคาร์บอนจากขยะมูลฝอยและชีวมวล ในพื้นที่ EEC

13SDG 1317SDG 174SDG 49SDG 9
15 ก.ค. 2026
แชร์: f X LINE
มจธ. และสกพอ. ลงนามสร้างความร่วมมือการวิจัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการหมุนเวียนคาร์บอนจากขยะมูลฝอยและชีวมวล ในพื้นที่ EEC

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในโครงการ “การพัฒนาเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการหมุนเวียนคาร์บอนจากขยะพลาสติกและชีวมวล เพื่อบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ณ ห้องประชุมประภา ประจักษ์ศุภนิติ (AD-907) ชั้น 9 อาคารสำนักงานอธิการบดี มจธ. โดยมี รศ. ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. และ ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ. เป็นผู้ลงนาม พร้อมด้วย นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ สกพอ. และ รศ. ดร.อวัสดา พงศ์พิพัฒน์ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน ท่ามกลางคณะผู้บริหารและคณาจารย์จากทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง อาทิ ผศ. ดร. สันติ เจริญพรพัฒนา รองอธิการบดีฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์ มจธ. ศ. ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์ ผู้อำนวยการบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) มจธ. รศ. ดร.พิพัฒน์ ชัยวิวัฒน์วรกุล หัวหน้าสายวิชาพลังงาน บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) มจธ. และ ดร.สถาพร เตมีพัฒนพงษา รองผู้อำนวยการ รักษาการผู้อำนวยการสำนักพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค สกพอ.

การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ มีเป้าประสงค์หลักในการประสานความร่วมมือเพื่อสนับสนุนข้อมูลและการลงพื้นที่สำรวจเชิงลึก มุ่งเน้นการวิจัยและวิเคราะห์ภาพจำลองเส้นทางการไหลหรือกระบวนการเคลื่อนย้าย (MFA / SFA) ของขยะมูลฝอยและชีวมวล พร้อมทั้งประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมด้วยการประเมินวัฏจักรชีวิต (LCA) และบูรณาการแบบจำลองเชิงฉากทัศน์ร่วมกับการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ (Spatial Analysis) ตลอดจนศึกษาพัฒนาค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเทคโนโลยีและนวัตกรรมการจัดการขยะ อันจะนำไปสู่การผลักดันผลงานวิจัยและเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจนี้ ไปใช้ประโยชน์จริงทั้งในเชิงพาณิชย์ เชิงนโยบาย และเชิงสาธารณะ เพื่อการพัฒนาขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและการลดก๊าซเรือนกระจกในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกอย่างยั่งยืนต่อไป