










เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในโครงการ “การพัฒนาเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการหมุนเวียนคาร์บอนจากขยะพลาสติกและชีวมวล เพื่อบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ณ ห้องประชุมประภา ประจักษ์ศุภนิติ (AD-907) ชั้น 9 อาคารสำนักงานอธิการบดี มจธ. โดยมี รศ. ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. และ ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ. เป็นผู้ลงนาม พร้อมด้วย นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ สกพอ. และ รศ. ดร.อวัสดา พงศ์พิพัฒน์ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน ท่ามกลางคณะผู้บริหารและคณาจารย์จากทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง อาทิ ผศ. ดร. สันติ เจริญพรพัฒนา รองอธิการบดีฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์ มจธ. ศ. ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์ ผู้อำนวยการบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) มจธ. รศ. ดร.พิพัฒน์ ชัยวิวัฒน์วรกุล หัวหน้าสายวิชาพลังงาน บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) มจธ. และ ดร.สถาพร เตมีพัฒนพงษา รองผู้อำนวยการ รักษาการผู้อำนวยการสำนักพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค สกพอ.
รศ. ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์และกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ซึ่งต้องมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดย มจธ. ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาพร้อมสนับสนุนบทบาทดังกล่าวผ่านงานวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดความร่วมมือระดับนานาชาติภายใต้โครงการวิจัย “OptiCWaste” ที่ มจธ. ดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัยพันธมิตร ได้แก่ The University of Kassel ประเทศเยอรมนี, Universitas Syiah Kuala ประเทศอินโดนีเซีย และ Vienna University of Technology ประเทศออสเตรีย โดยในส่วนของประเทศไทยโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก หน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต ภายใต้ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. เพื่อร่วมกันดำเนินงานวิจัย แลกเปลี่ยนข้อมูล และพัฒนาแบบจำลองที่เหมาะสม อันจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนภาครัฐ เพื่อการวางแผน การกำหนดนโยบาย และระบบการจัดการทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นรากฐานสู่การพัฒนาพื้นที่ EEC อย่างยั่งยืนต่อไป
ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ. กล่าวว่า การลงนาม MOU นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการหมุนเวียนคาร์บอนในพื้นที่ EEC ในเชิงลึก โดยทีมวิจัยของ มจธ. จะทำการศึกษาเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจ กำหนดนโยบายและมาตรการที่เหมาะสมในการบริหารจัดการขยะ และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวมวลอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบัน สกพอ. ให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยความร่วมมือระหว่างสกพ. และมจธ. ในครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งกลไกที่สนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และเป้าหมาย Net Zero เพื่อขับเคลื่อนและแสวงหาแนวทางการพัฒนาพื้นที่ EEC ให้เติบโตอย่างสมดุลอย่างยั่งยืน
การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ มีเป้าประสงค์หลักในการประสานความร่วมมือเพื่อสนับสนุนข้อมูลและการลงพื้นที่สำรวจเชิงลึก มุ่งเน้นการวิจัยและวิเคราะห์ภาพจำลองเส้นทางการไหลหรือกระบวนการเคลื่อนย้าย (MFA / SFA) ของขยะมูลฝอยและชีวมวล พร้อมทั้งประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมด้วยการประเมินวัฏจักรชีวิต (LCA) และบูรณาการแบบจำลองเชิงฉากทัศน์ร่วมกับการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ (Spatial Analysis) ตลอดจนศึกษาพัฒนาค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเทคโนโลยีและนวัตกรรมการจัดการขยะ อันจะนำไปสู่การผลักดันผลงานวิจัยและเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจนี้ ไปใช้ประโยชน์จริงทั้งในเชิงพาณิชย์ เชิงนโยบาย และเชิงสาธารณะ เพื่อการพัฒนาขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและการลดก๊าซเรือนกระจกในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกอย่างยั่งยืนต่อไป
สำหรับหน่วยงานภาครัฐ หรือสถาบันวิจัยที่สนใจร่วมเป็นพาร์ทเนอร์วิจัย แลกเปลี่ยนข้อมูล สามารถติดต่อประสานงานได้ที่: รศ. ดร.อวัสดา พงศ์พิพัฒน์, awassada.pho@kmutt.ac.th