ความรู้เกี่ยวกับการบรรจุ รวบรวม และยืดอายุหลังการเก็บเกี่ยว

 
     
  1. การใช้สภาพบรรยากาศควบคุมต่อคุณภาพและอายุการเก็บรักษามะม่วงพันธุ์โชคอนันต์  
 

การวิจัยเกี่ยวกับ ผลของสภาพบรรยากาศควบคุมต่อคุณภาพและอายุการเก็บรักษามะม่วงพันธุ์โชคนันต์ ซึ่งเป็นงานวิจัยของ
นางสาวกันยารัตน์  วิมลวัฒน์ โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาคือ ผศ.ดร.ศิริชัย  กัลยาณรัตน์และอาจารย์ทรงศิลป์  พจน์ชนะชัย โดยศึกษากับมะม่วงพันธ์โชคอนันต์ซึ่งเก็บเกี่ยวมะม่วงหลังออกดอกแล้ว 90 วัน ในสภาพบรรยากาศควบคุมที่มีก๊าซออกซิเจนความเข้มข้นต่ำ (ร้อยละ 3 และ 5) ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ความเข้มข้นสูง (ร้อยละ 5 และ 10) สภาพบรรยากาศควบคุมที่มีก๊าซออกซิเจนความเข้มข้นต่ำ
(ร้อยละ 3 และ 5) ร่วมกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ความเข้มข้นสูง (ร้อยละ 5 และ 10) และสภาพบรรยากาศควบคุมที่มีก๊าซออกซิเจน
ความเข้มข้นสูง(ร้อยละ 40, 60 และ  80)
จากงานวิจัยสามารถสรุปได้ว่า

  1. ผลมะม่วงที่เก็บรักษาโดยสภาพบรรยากาศที่มีก๊าซออกซิเจนความเข้มข้นต่ำมีอายุการเก็บรักษาเท่ากับชุดควบคุมคือ 20 วัน หลังจากนั้นมะม่วงก็จะสุก โดยมะม่วงที่เก็บในสภาพบรรยากาศที่มีก๊าซออกซิเจนร้อยละ 5 มีคุณภาพดีกว่ามะม่วงที่เก็บไว้ในสภาพบรรยากาศที่มีก๊าซออกซิเจนร้อยละ 3 เล็กน้อย และไม่ทำให้เกิดกลิ่นหรือรสชาติที่ผิกปกติ เมื่อเปรียบเทียบกับชุดที่มีการควบคุม พบว่ามีคุณภาพที่ใกล้เคียงกัน
  2. ผลมะม่วงที่เก็บรักษาโดยสภาพบรรยากาศที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ความเข้มข้นสูง สามารถรักษาคุณภาพและยืดอายุการเก็บรักษามะม่วงโชคอนันต์ได้นาน 25-30 วัน และไม่ทำให้เกิดกลิ่นหรือรสชาติที่ผิกปกติ แต่เมื่อเก็บรักษานาน 35 วัน พบว่ามะม่วงเกิดกลิ่นและรสชาติที่ผิดปกติอย่างรวดเร็ว ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณเอทานอลที่เพิ่มขึ้น
  3. ผลมะม่วงที่เก็บรักษาในสภาพบรรยากาศที่มีก๊าซออกซิเจนความเข้มข้นต่ำร่วมกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ความเข้มข้นสูง สามารถเก็บรักษามะม่วงพันธ์โชคอนันต์ได้นาน  20-25 วัน โดยสภาพบรรยากาศที่มีก๊าซออกซิเจนร้อยละ 3 ร่วมกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ร้อยละ 5 และ 10 สามารถเก็บรักษาได้นาน 25 วัน
  4. สภาพบรรยากาศที่มีความเข้มข้นสูง ไม่สามารถรักษาคุณภาพและยืดอายุการเก็บรักษามะม่วงโชคอนันต์ได้ แต่สภาพดังกล่าวนั้นจะเร่งการเสื่อมสภาพและกระตุ้นกระบวนการสุกของผลมะม่วงให้เร็วขึ้น

ดังนั้นถ้าหากว่าต้องการส่งมะม่วงไปต่างประเทศที่ต้องใช้เวลานาน ควรมีการควบคุมสภาพบรรยากาศเพื่อรักษาคุณภาพของมะม่วง และเพื่อให้มะม่วงมีคุณภาพที่ดีจนถึงมือของผู้บริโภค

 
     
     
  2. การใช้สารเคลือบผิวมะม่วง  
 

การศึกษา ผลของการใช้สารเคลือบผิวที่รับประทานได้ต่ออายุการเก็บรักษาของมะม่วงพันธ์น้ำดอกไม้  ซึ่งเป็นงานวิจัยของนางสาวนวรัตน์  พัฒนศิริ  โดยการศึกษานั้นได้เก็บรักษามะม่วงไว้ที่อุณหภูมิ 13 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ร้อยละ 90-95 โดยได้ผลดังนี้

    • การใช้สารไคโตซานในการเคลือบผิวมะม่วงน้ำดอกไม้พบว่า ที่ความเข้มข้นร้อยละ 1.0 จะทำให้มะม่วงมีอัตราการหายใจ การผลิตก๊าซเอทิลีน และการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของมะม่วงให้เกิดช้าลง ซึ่งการใช้สารเคลือบผิวไคโตซานสามารถยืดอายุการเก็บรักษาของมะม่วงพันธ์น้ำดอกไม้ได้นาน 40 วัน
    • การใช้สารพวก sucrose fatty acid ester  เช่น sucrose palmitic acid ester โดยความเข้มข้นร้อยละ 2  จะสามารถยืดอายุการเก็บรักษามะม่วงน้ำดอกไม้ได้นาน 28 วัน
    • การใช้สารไคโตซานความเข้มข้นร้อยละ 1.0 และ sucrose palmitic acid ester โดยความเข้มข้นร้อยละ 2  ซึ่งสารทั้ง 2 ชนิดนี้ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักสดของมะม่วง แต่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความแน่นเนื้อ การเปลี่ยนแปลงสี ปริมาณ TSS    และปริมาณกรด และไคโตซานนั้นสามารถยืดอายุการเก็บรักษาสภาพของมะม่วงได้ดีกว่า sucrose palmitic acid ester