เกร็ดความรู้เรื่อง ทรัพย์สินทางปัญญา

 มารู้จักคำว่า... ทรัพย์สินทางปัญญา
 

ทรัพย์สิน คือ วัตถุที่มีรูปร่าง ซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้ เช่น บ้าน ที่ดิน ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เป็นต้น
ปัญญา คือ ความรอบรู้ ความรู้ทั่วไปความฉลาดเกิดแต่เรียนและความคิด
เมื่อรวมทั้ง 2 คำเข้าด้วยกันทรัพย์สินทางปัญญาจึงหมายถึงความรู้ที่เกิดจากการคิดค้นจนทำให้เกิดมีค่าขึ้นได้หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ทรัพย์สินทางปัญญาได้แก่การที่ผู้ใด หรือคณะบุคคลใด ร่วมกันประดิษฐ์คิดค้น ออกแบบ สร้างสรรค์ จนเกิดผลขึ้นมา และผลงานนั้นมีคุณค่าสามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งงาน เกษตรกรรม อุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม

 ทรัพย์สินทางปัญญามีความสำคัญอย่างไร
 

ปัจจุบันทรัพย์สินทางปัญญานับว่าเป็นสิ่งสำคัญยิ่งและควรค่าต่อการที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายด้วยเหตุผลที่ว่าการประดิษฐ์ คิดค้น กรรมวิธีต่างๆ นั้นจุดกำเนิดของการได้มานั้นมาจากความคิดมาจากมันสมองผนวกกับระยะเวลาที่ทุ่มเทให้กับการศึกษาวิจัยเพื่อให้ได้มาซึ่งผลงานวัตกรรมใหม่ๆ ที่ทรงคุณค่าเป็นที่ภูมิใจของผู้ประดิษฐ์ดังนั้นด้วยเหตุนี้เองผลงานดังกล่าวจึงควรค่าแก่การคุ้มครองจากเหตุที่กล่าวมาจึงได้มีการบัญญัติเป็นกฎหมายเพื่อให้การคุ้มครองโดยมีพระราชบัญญัติสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า ให้การคุ้มครองในหลักการรูปแบบที่แตกต่างกันไปที่กล่าวมานี้ทุกท่านคงเข้าใจแล้วว่าทรัพย์สินทางปัญญานั้นมีความสำคัญ

 ทรัพย์สินทางปัญญาแบ่งเป็นกี่ประเภท
 

ทรัพย์สินทางปัญญา แบ่งได้ 2 ประเภทด้วยกัน คือ
1. ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม (Industrial property)
2. ลิขสิทธิ์ (Copyright)

 ความหมายและประเภทของทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม
 

ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม คือ สิ่งที่ผู้ใดหรือคณะบุคคลใดร่วมกันประดิษฐ์ คิดค้น ออกแบบ สร้างสรรค์ให้เกิดสิ่งประดิษฐ์หรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับทางอุตสาหกรรม โดยรวมแล้วสามารถแบ่งประเภทออกได้ดังนี้
  1. สิทธิบัตร (Patent)
  2. เครื่องหมายการค้า (Trademark)
  3. การออกแบบวงจรรวม (Layout-Designs of Integrated Circuit)
  4. ความลับทางการค้า (Trade Secrets)
  5. ชื่อทางการค้า (Trade Name)
  6. ชื่อทางภูมิศาสตร์แหล่งกำเนิดสินค้า (Appellations of Origin)

 ความหมายของทรัพย์สินทางอุตสาหกรรมแต่ละประเภท
 

สิทธิบัตร (Patent) หมายถึง หนังสือที่สำคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์คิดค้น (Invention) การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) หรือผลิตภัณฑ์อรรถประโยชน์ (Utility Model) ที่มีลักษณะตามที่กฎหมายกำหนด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่าสิทธิบัตร หมายถึงสิทธิพิเศษที่กฎหมาย บัญญัติให้เจ้าของสิทธิบัตร มีสิทธิ์เด็ดขาด หรือสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการแสวงหาประโยชน์จากการประดิษฐ์ หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ ที่ได้รับสิทธิบัตรนั้น เช่น การผลิตและจำหน่าย เป็นต้น และสิทธิที่ว่านี้จะมีอยู่เพียงช่วงระยะเวลาที่จำกัดช่วงหนึ่งเท่านั้น
เครื่องหมายการค้า (Trade Mark) หมายถึง การนำเอาภาพคำ ชื่อ ตัวอักษร ตัวเลข ลายมือชื่อ สัญลักษณ์อย่างใดอย่างหรือหลายอย่างมารวมกันเพื่อใช้กำกับสินค้าหรือธุรกิจบริการของตนเองซึ่งนิยมเรียกแตกต่างกันไปเช่น ตรา ยี่ห้อ หรือ LOGO โดยแบ่งออกได้เป็น
   - เครื่องหมายการค้าที่ใช้กับสินค้า (Goods Marks) หมายถึงเครื่องหมายที่ใช้กำกับไว้ที่สินค้าหรือภาชนะบรรจุเพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายนั้นๆ แตกต่างจากสินค้าของผู้อื่นเพื่อทำให้ประชาชนทั่วไปได้แยกพิจารณาเลือกสินค้าได้ถูกต้องตรงตามความต้องการของตนเช่น เครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลม มีเครื่องหมายไม่เหมือนกันแต่ใช้กับสินค้าประเภทเดียวกันย่อมบอกถึงคุณภาพปริมาณ ราคา ให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อได้
   - เครื่องหมายบริการ (Service Mark) หมายถึง เครื่องหมายที่ใช้กับธุรกิจ ประเภทให้บริการ เช่น ธุรกิจธนาคาร ธุรกิจประกันภัย เครื่องหมายบริการของสายการบินต่าง ๆ
   - เครื่องหมายรับรอง (Certification Mark) หมายถึง เครื่องหมายที่ใช้รับรองสินค้าหรือบริการโดยเป็นการรับรองเกี่ยวกับคุณภาพ วิธีการผลิต สถานที่ผลิต ส่วนประกอบต่าง ๆหรือลักษณะอื่นใดของสินค้าหรือบริการนั้น เช่น เครื่องหมายเชลล์ชวนชิมรับรองคุณภาพของสินค้าในด้านความอร่อย
   - เครื่องหมายร่วม (Collective Mark) หมายถึงเครื่องหมายชิ้นเดียวแต่ใช้กับสินค้าหรือบริการที่ผลิตจากกลุ่มบุคคล กลุ่มในเครือ หรือกลุ่มรัฐวิสาหกิจเดียวกันเช่น บริษัทในเครือปูนซีเมนต์ไทย จำกัด ใช้เครื่องหมายที่มีรูปช้างร่วมกัน เป็นต้น
การออกแบบวงจรรวม หมายถึง การจัดวางวงจรทางไฟฟ้าลงในสารกึ่งตัวนำ หรือสารตัวนำยิ่งยวด เช่นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เรียกกันว่า ไอซี (IC) เป็นต้น
ความลับทางการค้า หมายถึง ข้อมูลทางธุรกิจที่ยังไม่เปิดเผย เช่น ความลับในการผลิตเครื่องดื่มยี่ห้อหนึ่ง เป็นต้น
ชื่อทางการค้า หมายถึง ชื่อที่ใช้ในการประกอบกิจการ เช่น โกดัก ฟูจิ เป็นต้น
ชื่อทางภูมิศาสตร์หรือแหล่งกำเนิดสินค้า หมายถึง ชื่อสถานที่ทางภูมิศาสตร์ที่ผลิตสินค้าหรือบริการ เช่น มีดอรัญญิก ส้มบางมด ผ้าไหมไทย แชมเปญ คอนยัค เป็นต้น

 ความหมายของลิขสิทธิ์
 

ลิขสิทธิ์ เป็นผลงานที่เกิดจากการใช้สติปัญญา ความรู้ความสามารถ และความวิริยะอุตสาหะในการสร้างสรรค์งานให้เกิดขึ้น ซึ่งถือว่าเป็น "ทรัพย์สินทางปัญญา" ประเภทหนึ่งที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ ดังนั้นเจ้าของผลงานทางลิขสิทธ์จึงควรได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย
ลิขสิทธิ์ เป็นทรัพย์สินประเภทที่สามารถซื้อขาย หรือโอนสิทธิกันได้ทั้งทางมรดก หรือ โดยวิธีอื่น ๆ การโอนลิขสิทธิ์ควรที่จะทำเป็นลายลักษณ์อักษร หรือทำเป็นสัญญาให้ชัดเจน จะโอนสิทธิทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนก็ได้
ลิขสิทธิ์ หมายถึงสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้น

 งานสร้างสรรค์ที่มีลิขสิทธิ์
 

งานสร้างสรรค์ที่มีลิขสิทธิ์ ประกอบด้วยงานต่าง ๆ ดังนี้
1. งานวรรณกรรม เช่น หนังสือ จุลสาร สิ่งเขียน สิ่งพิมพ์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์
2. งานนาฏกรรม เช่น งานเกี่ยวกับการรำ การเต้น การทำท่า หรือ การแสดงที่ประกอบขึ้นเป็นเรื่องราว
   การแสดงโดยวิธีใบ้
3. งานศิลปกรรม เช่น งานทางด้านจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ สถาปัตยกรรม ภาพถ่าย ภาพ
   ประกอบแผนที่ โครงสร้าง ศิลปประยุกต์ และรวมทั้งภาพถ่าย และแผนผังของงานดังกล่าวด้วย
4. งานดนตรีกรรม เช่น เนื้อร้อง ทำนอง และรวมถึงโน้ตเพลงที่ได้แยกและเรียบเรียงเสียงประสานแล้ว
5. งานโสตทัศนวัสดุ เช่น วีดีโอเทป แผ่นเลเซอร์ดิสก์ เป็นต้น
6. งานภาพยนตร์
7. งานสิ่งบันทึกเสียง เช่น เทปเพลง แผ่นคอมแพ็คดิสก์ เป็นต้น
8. งานแพร่เสียงแพร่ภาพ เช่น การนำออกเผยแพร่ทางสถานีกระจายเสียงหรือโทรทัศน์
9. งานอื่นใดอันเป็นงานในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ

 สถานที่ยื่นจดทะเบียนผลงานที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญา
 

กรมทรัพย์สินทางปัญญา อาคารกระทรวงพาณิชย์แห่งใหม่
เลขที่ 44/100 หมู่ 1 ถนนสนามบินน้ำ
ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000
หมายเลขโทรศัพท์ 547-4621-25

return news topic go to next page

Revised: 27 September 1999
© 1999 by Research and Intellectual Property Promotion Center.