ผลของรังสีแกมมาต่อสารอนุมูลอิสระและคุณค่าทางโภชนาการและคุณภาพในการรับประทานของผลมะม่วง
Effect of Gamma Irrradiation on Free Radicles, Nutrition and Quality of Mangoes


ดร.อภิรดี อุทัยรัตนกิจ  (หัวหน้าโครงการ)
Apiradee Uthairatanakij. (Lecturer)
สายวิชาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว คณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี
ดร.ณัฎฐา เลาหกุลจิตต์
Nutta Laohakunjit. (Lecturer)

ทุนหมวดเงินอุดหนุนประจำปี 2548 งบประมาณ 296,130 บาท

ความสำคัญและที่มาของการวิจัย

การฉายรังสีเป็นเทคโนโลยีที่สะอาด ไม่มีการปนเปื้อนหรือสารตกค้าง การฉายรังสีให้กับอาหารมีการใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งองค์การอาหารและยา (FDA) และกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา ได้อนุญาตให้ใช้รังสีกับอาหารตั้งแต่ปี 1989 (สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ, 2540) อย่างไรก็ตามอาหารฉายรังสียังไม่เป็นที่ยอมรับในกลุ่มผู้บริโภคส่วนใหญ่ รวมถึงประเทศไทยด้วย เนื่องจากผู้บริโภคยังขาดความเชื่อมั่นในเรื่องของการตกค้างของปริมาณรังสีที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและอนามัย
รังสีแกมมาเป็นรังสีที่ก่อให้เกิดไอออน (ionizing radiation) กล่าวคือ รังสีแกมมาทำอันตกิริยากับสสารหรือสิ่งมีชีวิตใด ๆ แล้วอันตกิริยาที่เกิดขึ้น สามาระทำให้อิเล็กตรอนหรือองค์ประกอบแยกตัวออกเป็นไอออน ทำให้เกิดคู่ของไอออนที่มีประจุต่างกัน ซึ่งไอออนเหล่านี้มีปฎิกิริยาต่อเนื่องกับอะตอมหรือโมเลกุลอื่น ๆ ที่อยู่ข้างเคียงต่อไปอีก (มานนท์, 2542) ปริมาณพลังงานที่สารหรือวัตถุที่นำไปฉายรังสีได้ดูดซับไว้ มีหน่วยเป็นเกรย์ (Gray, Gy) โดย 1 เกรย์เท่ากับ 1 จูลต่อกิโลกรัม หรือ 100 แรด (rads) (สายสนม, 2539) รังสีแกมมาเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มีความยาวคลื่นสั้นและมีอำนาจทะลุทะลวงผ่านวัตถุได้สูง สามารถทำลายเชื้อโรคและแมลงที่ปนเปื้อน และไม่มีรังสีตกค้างหรือสะสมในอาหาร (ยุทธพงศ์, 2539)
การฉายรังสีมีผลต่อคุณภาพและการเปลี่ยนแปลงภายในของผลิตผล พบว่า ส้มที่ผ่านการฉายรังสี 0.3 kGy และเก็บรักษาที่ 3 oซ มีการสังเคราะห์ฟีนอลลิกเพิ่มขึ้น และส้มเขียวหวานที่ฉายรังสีแกมมา 250-1000 Gy เก็บรักษาที่ 18 oซ เป็นระยะเวลา 1-4 สัปดาห์ พบว่า รังสีไม่มีผลต่อคุณภาพรับประทาน เช่น Brix, pH, Citric acid และความแน่นเนื้อของผล (Keawchoung และคณะ, 2003)
D'Innocenzo และ Lajolo (2001) รายงานว่า มะละกอที่ผ่านการฉายรังสี 500 Gy และทิ้งไว้ให้สุกที่อุณหภูมิ 22 oซ ความชื้นสัมพัทธ์ 90% สามารถชะลอการนิ่มของผลได้ แต่ไม่มีผลต่อปริมาณ soluble solids และการผลิตเอทิลีน ในทางตรงกันข้ามการฉายรังสีแก่ผลแอปเปิ้ลและสาลี่ทำให้ความแน่นเนื้อลดลงเปรียบเทียบกับผลที่ไม่ได้รับรังสี แต่การตอบสนองต่อปริมาณรังสีขึ้นอยู่กับพันธุ์แต่ละพันธุ์ (Drake และคณะ, 2003) และผลแอปเปิ้ลที่ได้รับรังสีแกมมา 0.3-0.7 KGy พบว่ามีการผลิตเอทิลีนและอัตราการหายใจต่ำกว่าผลที่ไม่ได้รับรังสี นอกจากนี้ยังมีผลทำให้ volatile compounds ในผลแอปเปิ้ลลดลง (Wang และคณะ ,1993)
ในลำไยพันธุ์สีชมพูและเบี้ยวเขียว ที่ฉายด้วยรังสี x-ray 400 Gy เพื่อป้องกันกำจัด fruit flies และเก็บรักษาที่ 10 oซ ในถุงพลาสติกเจาะรู พบว่าลำไยมีอายุการเก็บรักษานานกว่า 21 วัน และคุณภาพยังเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค (Follett และ Sanxter, 2002) การฉายรังสีที่ความเข้มข้นน้อยกว่า 1.2 kGy จะไม่มีผลต่ออัตราการหายใจและปริมาณการใช้ออกซิเจน (Guns และคณะ, 2000) ในชิ้นส่วนของผลแอปเปิ้ล
อย่างไรก็ตามยังไม่มีรายงานการศึกษาการฉายรังสีต่อการเปลี่ยนแปลงทางคุณค่าทางและคุณค่าทางโภชนาการอาหารตลอดจนสารอนุมูลอิสระของมะม่วงที่ฉายรังสี ดังนั้นจึงจำเป็นที่ต้องศึกษาถึงผลกระทบของการฉายรังสีต่อคุณภาพของผลมะม่วง อีกทั้งยังเป็นแนวทางในการพัฒนาหาเทคโนโลยีทางเลือกใหม่และเพิ่มศักยภาพเพื่อการส่งออกมะม่วงของประเทศไทยในอนาคต

วัตถุประสงค์ของโครงการ

  1. ศึกษาถึงผลของรังสีแกมมาต่อคุณภาพการรับประทาน และคุณค่าทางโภชนาการของผลมะม่วง
  2. ศึกษาผลของรังสีแกมมาที่มีต่อสารต่อต้านอนุมูลอิสระ

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย

  1. สามารถนำเทคโนโลยีนี้ไปเผยแพร่และสร้างความเข้าใจกับผู้บริโภคว่าเทคโนโลยีนี้มีความปลอดภัยและรักษาคุณค่าทางอาหารไว้ได้
  2. สามารถหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีที่ใช้ในการควบคุมโรคหลังการเก็บเกี่ยว และลดปริมาณสารตกค้างในผลมะม่วง ทำให้ผู้บริโภคมีสุขภาพและอนามัยที่ดี
return topic

Revised: 30 July 2004/13:43:10
© 2004 by Research and Intellectual Property Promotion Center.