ผลของ Bulking Agent ที่มีต่อการทำปุ๋ยหมักร่วมกับน้ำกากส่าจากโรงงานผลิตสุรา
Effect of Bulking Agent on Molasses-Composting from Distillery


ดร.อรรณพ นพรัตน์  (หัวหน้าโครงการ)
Annop Nopharatana. (Researcher)
ผศ.ดร.ภาวิณี ชัยประเสริฐ
Pawinee Chaiprasert. (Asst. Prof.)
คุณจุไรรัตน์ อนันต์นฤการ
สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ
คณะพลังงานและวัสดุ

ความสำคัญและที่มาของการวิจัย

การทำปุ๋ยหมักจากชานอ้อยซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรร่วมกับน้ำกากส่าจากโรงงานผลิตสุราสามารถใช้เป็นวัตถุดิบในการทำปุ๋ยหมักได้อย่างดี ซึ่งน้ำกากส่าเป็นน้ำเสียที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตสุราที่ใช้กากน้ำตาล ทั้งนี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการรดลงบนกองวัสดุที่เป็นอินทรียสาร เพื่อให้เกิดความชื้นที่เพียงพอต่อการย่อยสลายวัตถุดิบให้เป็นปุ๋ยหมักและยังเป็นการเพิ่มธาตุอาหาร เช่น ไนโตรเจน (N), ฟอสฟอรัส (P) โปแตสเซียม (K) และยังช่วยเพิ่มสารอินทรีย์ที่อยู่ในน้ำกากส่าให้กับกองปุ๋ยหมัก ดังนั้นในการทำปุ๋ยหมักด้วยน้ำกากส่าร่วมกับวัสดุทางการเกษตรจึงเป็นวิธีหนึ่งในการกำจัดน้ำเสียช่วยลดปริมาณน้ำกากส่าอีกวิธีหนึ่งด้วยและเป็นการนำน้ำเสียที่เป็นน้ำกากส่านี้ไปใช้ประโยชน์ทำให้ได้ปุ๋ยหมักซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ลักษณะของน้ำกากส่าจากโรงงานสุรากรมสรรพสามิต 12 เขต พบว่ามีปริมาณธาตุอาหารเหมาะสมซึ่งมีไนโตรเจน (N), ฟอสฟอรัส (P) โปแตสเซียม (K) และสารอินทรีย์ในรูปของ BOD อยู่โดยเฉลี่ย 2,100, 150, 8,800 และ 40,000 มิลลิกรัมต่อลิตร [1] เหมาะที่จะนำมาทำเป็นปุ๋ยหมักร่วมกับวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรได้
ในการทำปุ๋ยหมักนิยมใช้ชานอ้อยที่เป็นวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรร่วมกับน้ำกากส่า ซึ่งทำให้ได้ปุ๋ยหมักที่มีคุณภาพดีและสามารถขายได้ในราคาตันละ 1,200 บาท แต่ในปัจจุบันชานอ้อยนิยมนำไปใช้ผลิตเยื่อกระดาษและนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงซึ่งได้ราคาดีกว่า จึงทำให้ชานอ้อยขาดแคลน หาได้ยาก และมีปริมาณชานอ้อยไม่เพียงพอสำหรับนำมาใช้เป็น Bulking agent ในการทำปุ๋ยหมักร่วมกับน้ำกากส่า ดังนั้นในงานวิจัยนี้จึงศึกษาหา Bulking agent ที่เป็นวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรชนิดอื่นมาทดแทนชานอ้อยในการทำปุ๋ยหมักร่วมกับน้ำกากส่า
ในประเทศไทยอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมการเกษตร  จากการทำอุตสาหกรรมการเกษตรนี้เป็นสาเหตุให้มีวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเพิ่มขึ้น  โดยวัสดุส่วนใหญ่เป็นฟางข้าว เศษต้นข้าวโพด ซึ่งมีปริมาณ 38 ล้านตันต่อปี และ 26 ล้านตันต่อปี ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีพวกวัชพืช ได้แก่ผักตบชวามีอยู่ปีละ 1 ล้านตัน [2] จากปริมาณของวัสดุเหลือใช้ดังกล่าวมีปริมาณสูงมากในแต่ละปี และอาจก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนพื้นที่ในการกำจัดและอาจก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรและวัชพืช เช่น ฟางข้าว ซังข้าวโพด และผักตบชวา เป็นต้น  มาทำปุ๋ยหมักจึงเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยเปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรดังกล่าว ให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ใช้ปรับปรุงโครงสร้างของดินที่เสื่อมโทรมให้เหมาะสมต่อการเพาะปลูก  ซึ่งเป็นการนำของเสียมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อสารปุ๋ยเคมี และลดการตกค้างของสารเคมีในสิ่งแวดล้อม
ในการงานวิจัยนี้จะเป็นการศึกษาถึงผลของชนิดวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรต่างๆที่ใช้เป็น Bulking agent ในทำปุ๋ยหมัก ซึ่งได้แก่ ฟางข้าว ซังข้าวโพด และผักตบชวา ร่วมกับน้ำกากส่า   โดยการทำปุ๋ยหมักเป็นการใช้กระบวนการกำจัดทางชีววิทยา คือใช้เชื้อจุลินทรีย์ ซึ่งได้แก่ เชื้อรา (Fungi) แอคติโนมัยสิท (Actinomyces) และแบคทีเรีย (Bacteria) ทำการย่อยสลายสารอินทรีย์ในวัตถุดิบโดยเปลี่ยนให้เป็นอินทรีย์วัตถุที่สามารถนำไปปรับปรุงโครงสร้างของดินและพืชสามารถนำไปใช้ในการเจริญเติบโตภายใต้สภาวะที่มีอากาศ  พลังงานซึ่งอยู่ในรูปความร้อนที่เกิดจากปฏิกิริยาทางชีวเคมีแบบ Bio-Oxidation จะสะสมอยู่ในกองปุ๋ยหมักจนอุณหภูมิในกองปุ๋ยหมักสูงขึ้นถึง 70 oC ความร้อนในส่วนนี้จะช่วยระเหยน้ำกากส่าได้ทุกวัน ทำให้สามารถรดน้ำกากส่าลงไปในกองปุ๋ยได้ทุกวันตลอดระยะเวลาในการทำปุ๋ยหมัก การศึกษานี้จะเป็นการติดตามการเปลี่ยนแปลงทางด้านกายภาพเคมี และชีวภาพ ของปุ๋ยหมักที่ได้ เพื่อนำมาเปรียบเทียบหาชนิดของ Bulking agent ที่เหมาะสมเพื่อนำมาใช้ทดแทนชานอ้อย

วัตถุประสงค์ของโครงการ

  1. เพื่อศึกษาสมบัติทางกายภาพ และองค์ประกอบทางเคมีของ Bulking agent ที่จะนำมาใช้แทนชานอ้อยในกระบวนการทำปุ๋ยหมักร่วมกับน้ำกากส่าจากโรงงานผลิตสุรา
  2. เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางด้านกายภาพ เคมี และชีวภาพ ของการทำปุ๋ยหมักจาก Bulking agent ชนิดต่างๆ ร่วมกับน้ำกากส่าจากโรงงานผลิตสุรา
  3. เปรียบเทียบลักษณะของปุ๋ยหมักที่ได้จาก Bulking agent ชนิดต่างๆ กับปุ๋ยหมักที่ได้จากชานอ้อย

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย

  1. ได้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงทางด้านกายภาพ เคมี และชีวภาพ ในระหว่างการทำปุ๋ยหมักที่ได้จาก Bulking agent ชนิดต่างๆร่วมกับน้ำกากส่าจากโรงงานผลิตสุรา
  2. เป็นข้อมูลพื้นฐานในการใช้วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรชนิดอื่นแทนการใช้ชานอ้อยซึ่งปัจจุบันมีราคาค่อนข้างแพงและมีปริมาณน้อย
  3. เป็นการเพิ่มค่าให้กับของเสีย ซึ่งปุ๋ยหมักที่ได้อาจจะมีคุณภาพเท่าเทียมกับปุ๋ยอินทรีย์ชนิดอื่นๆ ซึ่งมีปริมาณธาตุอาหารพืช (N,P,K) เพียงพอที่จะนำไปใช้ปลูกพืชหรือปรับปรุงบำรุงดิน
  4. การนำเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาทำปุ๋ยหมักร่วมกับน้ำกากส่าจากโรงงานผลิตสุรา นี้จะเป็นการลดปริมาณของเสียได้อีกวิธีทางหนึ่ง
return plan1.5 topic

Revised: 21 January 2000
© 1999 by Research and Intellectual Property Promotion Center.