| แหล่งทุน |
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย The Thailand Research Fund (TRF) |
| ขอบข่าย |
| เป็นทุนสนับสนุนการวิจัยเพื่อเกิดองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นพื้นฐานต่อการพัฒนาประเทศ โดยเน้นการสร้างผลงานวิจัยแบบมุ่งเป้า (Target-based Research) มีผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติหรือการจดทะเบียนสิทธิบัตร มีผลงานวิจัยที่สามารถนำไปพัฒนาและประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์ เชิงสาธารณะหรือเชิงนโยบาย สร้างนักวิจัยอาชีพที่เป็นผู้นำในทางวิชาการระดับนานาชาติ เกิดการเชื่อมโยงและความร่วมมือระหว่างนักวิจัยทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ
|
| คุณสมบัติผู้มีสิทธิ์ขอรับทุน |
- ต้องเป็นผู้ที่มีผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติที่เป็นงานวิจัยที่ทำในประเทศไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เรื่องตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 ถึงปัจจุบัน และต้องเป็นเจ้าของบทความชื่อแรกหรือเป็น corresponding author (ผู้วิจัยสำหรับการติดต่อ) โดยไม่นับรวมผลงานวิจัยที่เกิดจากวิทยานิพนธ์
- ผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติต้องมีผลรวมของ Impact factor ไม่น้อยกว่า 5.0 สำหรับสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพและการแพทย์ ไม่น้อยกว่า 2.0 สำหรับสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและวิศวกรรมศาสตร์
- ในกรณีที่หัวหน้าโครงการมีผลงานอยู่ในสาขาวิชาที่บทความมีค่า Impact Factor น้อยหรือบทความนั้นอยู่นอกฐานข้อมูล ISI ซึ่งทำให้ไม่สามารถหาค่า Impact Factor ได้ ทำให้ผลรวมของ Impact Factor ไม่ถึงเกณฑ์ในข้อ 2 สกว. จะถือตามดุลยพินิจของคณะกรรมการบริหารทุน
- สาขาสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์จะไม่นำเกณฑ์ของ Impact factor มาประกอบการพิจารณา
- หัวหน้าโครงการมีศักยภาพสูงโดยพิจารณาจากผลสัมฤทธิ์ด้านการศึกษา ได้แก่ การมีคุณวุฒิระดับปริญญาโทขึ้นไป มีผลการศึกษาอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม และมีผลสัมฤทธิ์ด้านการวิจัย ได้แก่ การมีผลงานด้านการวิจัยที่มีคุณภาพ
- ผู้ขอทุนต้องไม่มีภาระงานวิจัยหรืองานอย่างอื่นสูงเกินไป โดยต้องใช้เวลาในการทำวิจัยไม่น้อยกว่า 20 ชั่วโมง/สัปดาห์
- โครงการวิจัยที่ได้รับทุนและเซ็นสัญญาแล้ว จะต้องส่งรายงานความก้าวหน้าทุก 6 เดือน และ สกว. จะจัดให้มีการนำเสนอผลงานในการประชุมเสนอผลงานระหว่างดำเนินโครงการ นอกจากนี้ในระหว่างที่โครงการดำเนินอยู่ สกว. อาจจัดทีมงานไปเยี่ยมเยียนและปรึกษาหารือความก้าวหน้าหรือปัญหาจากกลุ่มนักวิจัย หลังจบโครงการผู้ที่มีผลงานดีเยี่ยมจะได้รับการพิจารณาให้ได้รับรางวัลหรือเชิญให้สมัครรับทุนวิจัยต่อเนื่อง
|
| หลักเกณฑ์ในการให้ทุน |
สกว. มีนโยบายที่จะสนับสนุนทุนวิจัยให้สอดคล้องกับสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศโดยให้มีงานวิจัยที่เป็นแบบมุ่งเป้ามากขึ้น แต่เป้าหมายของ output ยังเหมือนเดิมคือให้มีผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติที่มี impact สูงหรือการจดสิทธิบัตร สกว. จึงเห็นสมควรกำหนดลำดับความสำคัญการให้ทุนดังนี้
- โครงการวิจัยแบบมุ่งเป้าที่ ฝ่ายวิชาการ สกว. ให้การสนับสนุนอยู่แล้ว เช่น ชุดโครงการสมุนไพร ยารักษาโรค สารเสริมสุขภาพและสารสำหรับการผลิตอาหารปลอดภัย
ชุดโครงการเกษตรอินทรีย์บนฐานความสมดุลตามธรรมชาติ ชุดโครงการการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำเศรษฐกิจ เป็นต้น
- โครงการวิจัยแบบไม่มุ่งเป้าของสาขาวิชาที่ขาดแคลนนักวิจัย ได้แก่ ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์
- โครงการวิจัยแบบไม่มุ่งเป้าที่ผลลัพธ์ (output) ของโครงการมีแนวโน้มที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในระยะกลางหรือระยะยาวได้
- โครงการวิจัยแบบไม่มุ่งเป้าโดยความคิดริเริ่มของนักวิจัยเองและไม่จำกัดสาขาวิชาการ
|
| ลักษณะของโครงการวิจัย |
- โครงการที่เสนอขอต้องมีการทบทวนเอกสารที่มีการตีพิมพ์ (literature review) แล้วอย่างครบถ้วน และครอบคลุม ทำให้เชื่อได้ว่า โครงการวิจัยที่เสนอเป็นการวิจัยเพื่อหาองค์ความรู้ใหม่อย่างแท้จริงไม่เป็นการวิจัยซ้ำกับองค์ความรู้ที่มีอยู่แล้ว หรือถ้าเป็นการวิจัยเพื่อยืนยันองค์ความรู้เดิมที่มีอยู่แล้วก็เป็นการวิจัยที่มีความจำเป็นอย่างแท้จริง
- มีการนิยามปัญหาและจุดมุ่งหมายอย่างชัดเจนและมีเหตุผลแสดงว่าการวิจัยองค์ความรู้ใหม่ ของโครงการที่เสนอจะเป็นพื้นฐานต่อการพัฒนาประเทศ
- ผลงานจากทุนวิจัยประเภทนี้ คือ รายงานผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติที่มีระบบตรวจสอบคุณภาพของต้นฉบับอย่างเข้มงวด หรือผลงานวิจัยที่นำไปจดทะเบียนสิทธิบัตรรวมทั้งหลักฐานที่แสดงถึงการพัฒนาความเข้มแข็งของนักวิจัยและทีมงาน ได้แก่หลักฐานความเชื่อมโยงหรือร่วมมือกับนักวิจัยระดับนานาชาติ และหลักฐานแสดงความเหนียวแน่นและต่อเนื่องของทีมงาน
- ผู้ขอรับทุนต้องระบุในใบสมัครอย่างชัดเจนว่า จะทำงานวิจัยเรื่องอะไร จะมีผลลัพท์ออกมาอย่างไรบ้างในแต่ละปี
|
| วิธีเสนอโครงการวิจัย |
จัดทำข้อเสนอโครงการจำนวน 6 ชุด ส่งผ่านศูนย์ส่งเสริมงานวิจัยฯ โดยที่แต่ละชุดประกอบด้วย
- หน้าสรุปโครงการ (executive summary) ประกอบด้วยชื่อโครงการ ชื่อหัวหน้าโครงการวิจัย สาขาวิชาที่ทำการวิจัย งบประมาณทั้งโครงการ ระยะเวลาดำเนินงาน ปัญหาที่ทำการวิจัย ระเบียบวิธีวิจัย และคาด output ของโครงการ (ดูแบบฟอร์มประกอบ) สำหรับชื่อโครงการและชื่อหัวหน้าโครงการให้มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
- ข้อเสนอโครงการ สำหรับรูปแบบ (format) ของข้อเสนอโครงการนั้น สามารถใช้รูปแบบที่ยอมรับเป็นสากลขององค์การใดองค์การหนึ่งก็ได้ หรือจะใช้รูปแบบของ สกว. ที่แนบมาด้วยก็ได้และข้อเสนอโครงการต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษ (ยกเว้นสาขาสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์สามารถเขียนข้อเสนอโครงการเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษก็ได้) โดยขอให้แนบประวัติ (CV) ของผู้วิจัยแต่ละท่านต่อท้ายข้อเสนอโครงการมาด้วย และให้ผู้ที่รู้จักผู้สมัคร (referee) จำนวน 2 ท่าน แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้สมัคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านศักยภาพในการทำวิจัยของผู้สมัครในหนังสือ recommendation
|
| ข้อพิจารณาเกี่ยวกับการเสนอโครงการวิจัย |
- กรุณาเสนอชื่อผู้ทรงคุณวุฒิภายในประเทศ 3 ท่านและต่างประเทศ 2 ท่าน (ถ้ามี) ที่สามารถประเมินโครงการของท่านได้ โดย สกว. อาจจะใช้ผู้ทรงคุณวุฒิที่เสนอมาหรือไม่ก็ได้
- หากหัวหน้าหรือผู้ร่วมโครงการได้เสนอหรือกำลังจะเสนอโครงการนี้หรือโครงการที่คล้ายคลึงกันหรือโครงการที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ต่อแหล่งทุนอื่น กรุณาระบุด้วย
- สกว. ให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อการส่งเสริมให้นักวิจัยที่ได้รับทุนทำงานเชื่อมโยงกับบุคคลและสถาบันอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกัน ทั้งนี้เพื่อคุณภาพ ความร่วมมือ และผลกระทบของการวิจัย
- งบประมาณควรจะเหมาะสมกับงาน ถึงแม้ว่า สกว. พร้อมที่จะสนับสนุนคำของบประมาณใด ๆ ที่จำเป็นเพื่อให้งานวิจัยประสบผลสำเร็จแต่ สกว. จะไม่เน้นการจัดซื้อครุภัณฑ์ชิ้น ใหญ่ ๆ หรือการสร้างอาคารสถานที่ในโครงการวิจัย สำหรับค่าตอบแทนนักวิจัยและค่าจ้างเจ้าหน้าที่ทำงานในโครงการวิจัยสามารถตั้งได้ ตามเกณฑ์ของ สกว. (ดูเอกสารแนบ)
- งบประมาณของ สกว. ไม่ผูกติดกับงบประมาณแผ่นดินเป็นรายปี จึงสามารถให้ทุนสนับสนุนการวิจัยได้ตลอดปีและต่อเนื่องกันมากกว่า 1 ปี ได้ สำหรับโครงการวิจัยประเภทนี้กำหนดให้เป็นโครงการต่อเนื่องไม่เกิน 3 ปี
- เมื่อโครงการผ่านการอนุมัติแล้ว สกว. ให้ความสำคัญสูงสุดกับความสามารถในการจัดการให้โครงการเสร็จลุล่วงตามสัญญา ทั้งในแง่เนื้อหาและกำหนดการ
- ในระหว่างที่นักวิจัยปฏิบัติการ สกว. ถือหลักให้นักวิจัยมีความคล่องตัวในการทำงานสูงมีอำนาจตัดสินใจยืดหยุ่นการใช้งบประมาณระหว่างรายการหรือระหว่างหมวดได้เองในระดับหนึ่ง แต่จะต้องมีหลักฐานและเหตุผลในการใช้งบประมาณทุกครั้ง
|
| งบประมาณ |
| โครงการละไม่เกิน 2 ล้านบาท |
| ระยะเวลาโครงการ |
| ไม่เกิน 3 ปี |
| จำนวนทุน |
| 15 ทุน |
| ระยะเวลาขอรับทุน |
| 4 มกราคม - 28 กุมภาพันธ์ |
| แบบสมัครขอรับทุนวิจัยองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นพื้นฐานต่อการพัฒนา |
| แหล่งทุน |
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย The Thailand Research Fund (TRF) |
| ขอบข่าย |
| เหมือนทุนวิจัยองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นพื้นฐานต่อการพัฒนา |
| คุณสมบัติผู้มีสิทธิ์ขอรับทุน |
- ผู้ขอทุนเป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไป มีผลการศึกษาอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม มีผลงานด้านการวิจัยที่มีคุณภาพ และทำงานอยู่ในสถาบันอุดมศึกษาหรือหน่วยงานในประเทศไทย
- เป็นผู้ที่มีผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติที่เป็นเจ้าของบทความชื่อแรกหรือเป็น corresponding author (ผู้วิจัยสำหรับการติดต่อ) ไม่น้อยกว่า 1 เรื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ค.ศ.1999 - ปัจจุบัน) โดยต้องเป็นงานวิจัยที่ทำในประเทศไทย และไม่ใช่ผลงานจากการทำวิทยานิพนธ์
- ไม่มีตำแหน่งบริหารตั้งแต่ระดับหัวหน้าภาควิชาขึ้นไป และมีอายุไม่เกิน 45 ปี
- เป็นผู้ที่มีเวลาทำงานวิจัยไม่น้อยกว่า 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
- ไม่อนุญาตให้สถาบันต้นสังกัดหักเงินทุนพัฒนานักวิจัยเป็นค่าใช้จ่ายทางอ้อมใด ๆ ทั้งสิ้น และสถาบันอาจสนับสนุนเงินสมทบ (counterpart fund) ซึ่งอาจเป็นเงิน (in cash) หรือเป็นค่าอำนวยความสะดวกเพิ่มเติม (in kind) ก็ได้ สถาบันจะสมทบค่าทำวิจัยสูงสุดได้ไม่เกินทุนละ 400,000 บาทต่อปี
- โครงการวิจัยที่ได้รับทุนและเซ็นสัญญาแล้ว จะต้องส่งรายงานความก้าวหน้าทุก 6 เดือน และ สกว. จะจัดให้มีการนำเสนอผลงานในการประชุมเสนอผลงานระหว่างดำเนินโครงการ นอกจากนี้ในระหว่างที่โครงการดำเนินอยู่ สกว. อาจจัดทีมงานไปเยี่ยมเยียนและปรึกษาหารือความก้าวหน้าหรือปัญหาจากกลุ่มนักวิจัย หลังจบโครงการผู้ที่มีผลงานดีเยี่ยมจะได้รับการพิจารณาให้ได้รับรางวัลหรือเชิญให้สมัครรับทุนวิจัยต่อเนื่อง
|
| หลักเกณฑ์ในการให้ทุน |
| เหมือนทุนวิจัยองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นพื้นฐานต่อการพัฒนา |
| ลักษณะของโครงการวิจัย |
| เหมือนทุนวิจัยองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นพื้นฐานต่อการพัฒนา |
| การส่งข้อเสนอโครงการ |
| จัดทำข้อเสนอโครงการจำนวน 6 ชุดพร้อม diskette ส่งผ่านศูนย์ส่งเสริมงานวิจัยฯ โดยที่แต่ละชุดประกอบด้วย แบบสมัครขอรับทุนโดยมีความเห็นของผู้บังคับบัญชาระดับภาควิชาและคณะต่อท้ายข้อความในใบสมัครด้วย หน้าสรุปโครงการ และข้อเสนอโครงการฉบับเต็ม และให้ผู้ที่รู้จักผู้สมัคร (referee) จำนวน 2 ท่าน แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้สมัคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านศักยภาพในการทำวิจัยของผู้สมัครในหนังสือ recommendation |
| งบประมาณ |
| ทุนละ 400,000 บาท |
| ระยะเวลาโครงการ |
| ไม่เกิน 3 ปี และสามารถขอทุนต่อได้หากมีผลงานอยู่ในเกณฑ์ดี และรับทุนต่อได้ไม่เกิน 2 รอบ |
| สถานที่ทำงานวิจัย |
| ต้องทำงานวิจัยในสถาบันในประเทศไทย หากนักวิจัยต้องไปทำงานในต่างประเทศด้วยเหตุผลใดก็ตาม จะต้องระงับการใช้เงินวิจัยนี้ ยกเว้นแต่จะได้รับการอนุมัติเป็นอย่างอื่นจาก สกว. |
| จำนวนทุน |
| ไม่เกิน 10 ทุน |
| ระยะเวลาขอรับทุน |
| 10 มกราคม - 10 มีนาคม |
แบบสมัครขอรับทุนพัฒนานักวิจัย |
| แหล่งทุน |
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย The Thailand Research Fund (TRF) |
| วัตถุประสงค์ |
| เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกให้มีโอกาสทำงานวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามศักยภาพและความถนัดที่มีอยู่ เมื่อทำวิจัยอย่างต่อเนื่องระยะเวลาหนึ่งจะสามารถริเริ่มโครงการใหม่ๆ ด้วยตัวเองได้ และสามารถพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเป็นนักวิจัยอาชีพ สร้างผลงานวิจัยพื้นฐานที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติหรือจดสิทธิบัตร และสร้างความเชื่อมโยงและความร่วมมือระหว่างนักวิจัยทั้งในและต่างประเทศ |
| เงื่อนไข |
- โครงการวิจัยที่เสนอขอรับทุนเป็นการวิจัยที่ดำเนินการในประเทศไทย และผลงานที่ได้ต้องสามารถตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติได้ ปีละ 1 เรื่อง เมื่อมีการตีพิมพ์ผลงาน นักวิจัยจะเป็นชื่อแรกในบทความผลงานวิจัยและอาจารย์ที่ปรึกษามีชื่อร่วมด้วย
- โครงการนี้เสนอโดยอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมลงนามกับนักวิจัย และได้รับความเห็นชอบจากสถาบันต้นสังกัด (ถ้ามี)
- สกว. พิจารณาจากคุณสมบัติของอาจารย์ที่ปรึกษาก่อนแล้วจึงให้อาจารย์ที่ปรึกษาเสนอชื่อนักวิจัย หรือเสนอชื่อมา
พร้อมกัน โดยกำหนดคุณสมบัติไว้ดังนี้
คุณสมบัติของอาจารย์ที่ปรึกษา
- เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการทำวิจัยดีเยี่ยม โดยมีประวัติผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติหรือการจดสิทธิบัตรย้อนหลัง 5 ปี อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง
- ไม่เคยเป็นอาจารย์ควบคุมวิทยานิพนธ์หลัก (major advisor) ในระดับปริญญาเอกของนักวิจัยที่เสนอชื่อ
- เป็นหัวหน้ากลุ่มวิจัยที่มีศักยภาพสูงในการสร้างทีมและเครือข่ายในการวิจัย
- เป็นผู้ที่มีเงินทุนวิจัยสนับสนุนอยู่แล้วทั้งทุนวิจัยในประเทศ เช่น ทุนเมธีวิจัยอาวุโส สกว. หรือทุนวิจัยจากต่างประเทศ เช่น ทุน WHO เป็นต้น เพราะทุนวิจัยหลังปริญญาเอกนี้จะสนับสนุนเฉพาะค่าตอบแทนของนักวิจัย เท่านั้น
- หากเป็นนักวิจัยในสาขาวิชาที่มีความขาดแคลนสูง เช่น วิศวกรรมศาสตร์ ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีบางสาขาจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ
- มีเวลาให้คำปรึกษาแก่นักวิจัยตลอดเวลาการรับทุน
คุณสมบัติของนักวิจัยที่อาจารย์ที่ปรึกษาเลือก
- เป็นผู้มีสัญชาติไทยที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอกไม่เกิน 5 ปีนับถึงวันสมัคร (ไม่นับวุฒิบัตรหรือเทียบเท่า) และยกเว้นผู้ที่สังกัดในหน่วยงานที่ให้ทุนวิจัย
- ต้องมีอายุไม่เกิน 45 ปี
- ต้องมีผลงานตีพิมพ์ (เป็นชื่อแรกของบทความ) ในวารสารวิชาการนานาชาติย้อนหลัง 5 ปี อย่างน้อย 1 เรื่อง
- สามารถทำงานวิจัยเต็มเวลาที่ห้องปฏิบัติการของอาจารย์ที่ปรึกษาตลอดช่วงการรับทุน และไม่รับทุนอื่นพร้อมกัน ยกเว้นแต่ได้รับการอนุมัติจาก สกว. ก่อน ทั้งนี้ ต้องแนบหนังสือยืนยันการลาราชการตลอดช่วงระยะเวลาการรับทุนจากต้นสังกัดก่อนทำสัญญารับทุน
|
| การส่งข้อเสนอโครงการ |
| จัดทำข้อเสนอโครงการจำนวน 6 ชุด ส่งผ่านศูนย์ส่งเสริมงานวิจัยฯ โดยที่แต่ละชุดประกอบด้วย แบบสมัครขอรับทุน ข้อเสนอโครงการ ประวัติ (CV) ฉบับสมบูรณ์ของอาจารย์ที่ปรึกษาและนักวิจัย พร้อมทั้งหนังสือยืนยันการลาราชการของนักวิจัย |
| งบประมาณ |
| ทุนนี้ให้เฉพาะเงินค่าตอบแทนของนักวิจัยเดือนละ 30,000 บาท |
| ระยะเวลาโครงการ |
| ไม่เกิน 2 ปี และสามารถขอทุนต่อได้หากมีผลงานอยู่ในเกณฑ์ดี |
| สถานที่ทำงานวิจัย |
| ต้องทำงานวิจัยในสถาบันในประเทศไทย ยกเว้นแต่จะได้รับการอนุมัติเป็นอย่างอื่นจาก สกว. |
| จำนวนทุน |
| 30 ทุน/ปี |
| ระยะเวลาขอรับทุน |
| 1 ตุลาคม - 31 ธันวาคม |
| แบบสมัครขอรับทุนวิจัยหลังปริญญาเอก |
| แหล่งทุน |
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย The Thailand Research Fund (TRF) |
| วัตถุประสงค์ |
| เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนนักวิจัยรุ่นใหม่ให้มีโอกาสทำงานวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามศักยภาพและความถนัดที่มีอยู่ เมื่อทำวิจัยอย่างต่อเนื่องระยะเวลาหนึ่งจะสามารถริเริ่มโครงการใหม่ๆ ด้วยตัวเองได้ และสามารถพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเป็นนักวิจัยอาชีพ สร้างผลงานวิจัยพื้นฐานที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติหรือจดสิทธิบัตร และสร้างความเชื่อมโยงและความร่วมมือระหว่างนักวิจัยทั้งในและต่างประเทศ |
| เงื่อนไข |
- โครงการวิจัยที่เสนอขอรับทุนเป็นการวิจัยที่ดำเนินการในประเทศไทย และผลงานที่ได้ต้องสามารถตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติได้ เมื่อมีการตีพิมพ์ผลงาน ผู้เสนอโครงการจะเป็นชื่อแรกในบทความผลงานวิจัยและนักวิจัยพี่เลี้ยงมีชื่อร่วมด้วย
- โครงการนี้เสนอโดยผู้ขอรับทุนร่วมลงนามกับนักวิจัยพี่เลี้ยง (mentor) และได้รับความเห็นชอบจากสถาบันต้นสังกัด
- ผู้ขอทุนต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกหรือเทียบเท่าและผู้ที่ี่สำเร็จปริญญาแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์และสัตวแพทยศาสตร์ มาแล้วไม่เกิน 5 ปีนับถึงวันสมัคร
โดยผู้สมัครต้องไม่อยู่ในระหว่างกำลังศึกษาต่อ
- เป็นผู้ที่มีผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติมาแล้วอย่างน้อย 1 เรื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
(คศ.1999 - ปัจจุบัน) สำหรับสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ไม่จำเป็นต้องมีผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ แต่จะพิจารณาคุณภาพผลงานที่ได้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
- ผู้ขอทุนต้องเป็นผู้ที่ทำงานในสถาบันอุดมศึกษาหรือหน่วยงานในประเทศไทย ยกเว้นผู้ที่สังกัดในหน่วยงานที่ให้ทุนวิจัย
- ผู้ขอทุนต้องมีอายุไม่เกิน 45 ปี
- ผู้ขอทุนต้องไม่เป็นผู้บริหารตั้งแต่ระดับหัวหน้าภาควิชาขึ้นไป
- ผู้ขอทุนต้องมีเวลาทำงานในโครงการอย่างน้อยสัปดาห์ละ 20 ชั่วโมง
|
| การส่งข้อเสนอโครงการ |
| จัดทำข้อเสนอโครงการจำนวน 6 ชุด ส่งผ่านศูนย์ส่งเสริมงานวิจัยฯ โดยที่แต่ละชุดประกอบด้วย แบบสมัครขอรับทุน หน้าสรุปโครงการ (executive summary) ข้อเสนอโครงการฉบับเต็ม และประวัติ (CV) ฉบับสมบูรณ์ของนักวิจัยพี่เลี้ยง |
| งบประมาณ |
| ไม่เกิน 240,000 บาทต่อปี โดยประกอบด้วยค่าตอบแทนแก่ผู้รับทุน เป็นเงิน 10,000 บาทต่อเดือน (120,000 บาทต่อปี) ในกรณีที่ผู้รับทุนอยู่ในสถาบันที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่า ค่าตอบแทนในระบบราชการ 2-3 เท่า จะได้รับค่าตอบแทนเป็นเงิน 5,000 บาทต่อเดือน (60,000 บาทต่อปี) ส่วนที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายในการทำวิจัย |
| ระยะเวลาโครงการ |
| ไม่เกิน 2 ปี |
| สถานที่ทำงานวิจัย |
| ต้องทำงานวิจัยในสถาบันในประเทศไทย หากนักวิจัยต้องไปทำงานในต่างประเทศด้วยเหตุผลใดก็ตาม จะต้องระงับการใช้เงินวิจัยนี้ ยกเว้นแต่จะได้รับการอนุมัติเป็นอย่างอื่นจาก สกว. |
| จำนวนทุน |
| 16 ทุน/ปี |
| ระยะเวลาขอรับทุน |
| เดือนพฤศจิกายน |
| แบบสมัครขอรับทุนส่งเสริมนักวิจัยรุ่นใหม่ |
| แหล่งทุน |
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย The Thailand Research Fund (TRF) |
| วัตถุประสงค์ |
- เพื่อสร้างองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาสารเคมีของประเทศ
- เพื่อเสริมการปฏิบัติการของหน่วยงานต่างๆ ที่ดำเนินการด้านความปลอดภัย
- เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของแผนปฏิบัติการวิจัยและพัฒนาภายใต้แผนแม่บทพัฒนาความปลอดภัยด้านเคมีวัตถุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2545 - 2549)
|
| กรอบการวิจัย |
- การวิจัยและพัฒนาข้อมูลสารเคมีและของเสียอันตรายอย่างเป็นระบบเพื่อชี้สถานการณ์ แนวโน้มและติดตามปัญหา ได้แก่ ระบบการจัดเก็บข้อมูลชนิดและปริมาณการนำเข้า การผลิต การเก็บ การขนส่ง และการกำจัดทั้งสารเคมีและของเสียอันตราย ระบบการจัดเก็บข้อมูลอุบัติภัยจากสารเคมี ระบบการ จัดเก็บข้อมูลผลกระทบไม่พึงประสงค์จากการใช้สารเคมีในสินค้าอุปโภคและบริโภค และระบบการจัดเก็บข้อมูล ผู้ป่วยที่ได้รับสารเคมี
- การวิจัยเพื่อพัฒนาแนวทาง ยุทธศาสตร์ และวิธีการในการลดอันตรายจากการใช้สารเคมีและ/หรือของเสียอันตรายที่เกิดขึ้นทั้งปริมาณและความเป็นพิษ ได้แก่ กระบวนการผลิตการใช้สารเคมีอันตรายและมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ เทคโนโลยีและสารทดแทนสารเคมีอันตราย เทคโนโลยีเหมาะสมกับ ศักยภาพของท้องถิ่นในการจัดการของเสียอันตรายจากกิจกรรมชุมชน เทคนิคการจัดทำ Life Cycle Assessment
- การสร้างองค์ความรู้ให้เท่าทันแนวโน้มกติกาสากลเพื่อพัฒนายุทธศาสตร์และแนวทางการ รับมือในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และการเตรียมความพร้อมของประเทศในการปรับตัวสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่/สังคมฐานความรู้ ได้แก่ ผลกระทบของกติกาสากลที่จะมีต่อประเทศไทย การใช้สารเคมีที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่อาจถูกหยิบยกเป็นเงื่อนไขในการค้าระหว่างประเทศ สารทดแทนและเทคโนโลยีการผลิตแทนสารเมทธิลโบรไมด์ สารทดแทน สารอันตรายในผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเลคทรอนิคส์ วิธีบำบัดของเสียอันตรายประเภทผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเลคทรอนิคส์ การเรียกคืนซากผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเลคทรอนิคส์
- การสร้างองค์ความรู้เพื่อพัฒนายุทธศาสตร์และแนวทางการป้องกันและการแก้ไขอุบัติภัยจากสารเคมี ได้แก่ รูปแบบการบริหารจัดการความปลอดภัยในคลังสินค้าสารเคมี และในการขนส่ง ศึกษากรณีอุบัติภัยจากสารเคมี พฤติกรรมเสี่ยงของกลุ่มอาชีพต่างๆ
- การพัฒนาศักยภาพและความเข้มแข็งขององค์กรท้องถิ่นและประชาคมเพื่อสร้างองค์ความรู้ ความสามารถ และความตระหนักเกี่ยวกับความปลอดภัยด้านสารเคมีและเคมีวัตถุ ได้แก่ กระบวนการเรียนรู้ของประชาคม พื้นฐานความรู้แต่ละกลุ่มเป้าหมาย วิธีการรณรงค์ และพัฒนาจัดทำแหล่งความรู้ให้ สาธารณชน
- การสร้างมาตรการจูงใจและมาตรการกฎหมายเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาสารเคมีและเคมีวัตถุอย่างมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของสังคม
|
| การส่งข้อเสนอโครงการ |
| เสนอโครงการวิจัยเรื่องใดเรื่องหนึ่งภายใต้กรอบการวิจัย หรือเสนอแนวทางการวิจัยเฉพาะบางเรื่อง หรือเสนอในลักษณะบูรณาการครอบคลุมแนวทางการวิจัยหลายเรื่อง โดยจัดทำเอกสารเชิงหลักการ ความยาวประมาณ 5 หน้ากระดาษ A4 จำนวน 6 ชุด ส่งผ่านศูนย์ส่งเสริมงานวิจัยฯ |
| ระยะเวลาขอรับทุน |
| 1 กรกฎาคม - 31 สิงหาคม |
| หน่วยงานที่ติดต่อ |
นางสุปราณี จงดีไพศาล
ผู้ประสานงานชุดโครงการวิจัยความปลอดภัยด้านสารเคมี
สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม อาคารสถาบัน 2 ชั้น 2 ห้อง 214
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถ. พญาไท ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทรศัพท์ 0-2218-8447, 01-8307514 โทรสาร 0-2254-8663
E-mail: sjongdeepaisarl@hotmail.com หรือ E-mail ฝ่าย 3 สกว.: trfpg3@trf.or.th |
| เอกสารเชิงหลักการ (Pre-Proposal) |
| แหล่งทุน |
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย The Thailand Research Fund (TRF) |
| วัตถุประสงค์ |
| เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมกรรมผลิตยางดิบให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด มีศักยภาพในการแข่งขัน และมีการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยางพาราให้มีมูลค่าเพิ่ม มีตลาดรองรับทั้งภายในและภายนอกประเทศ |
| กรอบการสนับสนุน |
สนับสนุนในลักษณะชุดโครงการวิจัยและพัฒนา ที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ สกว.ร่วมกับเป้าหมายที่สำคัญและมีความชัดเจนข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อร่วมกันดังต่อไปนี้
- เพื่อพัฒนาการแปรรูปยางพาราขั้นต้นเป็นชนิด / รูปแบบ รวมทั้งการหีบห่อ ที่มีมูลค่าสูงกว่าที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน
- เพื่อพัฒนาคุณภาพมาตรฐานและความสม่ำเสมอของยางดิบชนิดต่างๆ ให้สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตประเทศอื่น
- เพื่อกำหนดวิธีทดสอบ-วิเคราะห์และ/หรือข้อกำหนดข้อจำกัดที่เป็นประโยชน์ต่อยางดิบและผลิตภัณฑ์จากยางพารา
- เพื่อเพิ่มชนิดผลิตภัณฑ์ที่ใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบหลัก / หรือใช้ร่วมกับยางสังเคราะห์
- เพื่อพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์จากยางพาราให้ได้มาตรฐานและ / หรือตาม ความต้องการของตลาด
- เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและ / หรือกระบวนการผลิตยางดิบ หรือกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ยางที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพสูง
- เพื่อการวิจัยเชิงรุกให้ได้ข้อมูลจุดด้อยและ / หรือ ข้อเสียเปรียบของยางสังเคราะห์บางชนิดที่เป็นคู่แข่งสำคัญของยางพาราในการผลิตผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่ง รวมทั้งการพัฒนายางพาราให้ได้เปรียบยางสังเคราะห์
- เพื่อพัฒนาการนำผลิตภัณฑ์ยางที่ใช้งานไม่ได้แล้ว รวมทั้งยางเสียในระหว่างกระบวนการขึ้นรูปผลิตภัณฑ์กลับมาใช้ใหม่ เป็นการลดมลภาวะกับสิ่งแวดล้อม
|
| การดำเนินงาน |
- สนับสนุนแบบชุดโครงการผ่านชุดโครงการวิจัยแห่งชาติ : ยางพารา สกว. หรือสำนักประสานงานชุดโครงการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยางดิบแปรรูป เบื้องต้น โดยชุดโครงการจะเป็นผู้กำหนดหัวข้อวิจัยและสิ่งที่ต้องการจากการหารือร่วมกับผู้ใช้และผู้ผลิตหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือนักวิจัยเสนอโครงการวิจัยได้โดยแสดงให้เห็นว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมในการพัฒนาโจทย์วิจัย โดยหัวข้อวิจัยควรอยู่ภายใต้กรอบการสนับสนุนข้างต้น
- ระหว่างการทำวิจัยผู้ประสานงานชุดโครงการฯ ทำหน้าที่แทน สกว. ในการติดตามงานและประเมินผลงานร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิ
- ผู้ได้ประโยชน์ต้องสมทบค่าใช้จ่ายในการวิจัยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของงบประมาณที่ใช้ในการวิจัย
|
| เงื่อนไข |
- ไม่สนับสนุนโครงการวิจัยประเภทให้คำปรึกษา
- เงื่อนไขอื่นเป็นไปตามเกณฑ์ของ สกว. ฝ่ายอุตสาหกรรม (ขอทราบจากผู้ประสานงานชุดโครงการฯ และฝ่ายอุตสาหกรรม)
|
| การส่งข้อเสนอโครงการ |
| ส่งเอกสารเชิงหลักการ (concept paper) ความยาวไม่เกิน 4 หน้ากระดาษ A4 |
| ระยะเวลาขอรับทุน |
| ไม่ระบุ |
| หน่วยงานที่ติดต่อ |
คุณวราภรณ์ ขจรไชยกูล
ผู้อำนวยการโครงการวิจัยแห่งชาติ : ยางพารา หรือคุณจิตสุภา ชอบใหญ่ เจ้าหน้าที่บริหารทั่วไป
ฝ่ายอุตสาหกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ชั้น 14 อาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ เลขที่ 979 ถ.พหลโยธิน
แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
โทร. 0-2298-0455-73 โทรสาร 0-2298-0476 E-mail : varaporn@trf.or.th, jitsupa@trf.or.th
|
| แบบเสนอโครงการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราและผลิตภัณฑ์ |
| แหล่งทุน |
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย The Thailand Research Fund (TRF) |
| วัตถุประสงค์ |
- เพื่อรวมกลุ่มการทำวิจัยพื้นฐานแบบมีทิศทางด้านเคมีทางยา
- เพื่อผลิตผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ และ/หรือการจดสิทธิบัตร
- เพื่อเพิ่มศักยภาพนักวิจัยรุ่นใหม่ในการสร้างงานวิจัยด้านเคมีทางยา
- เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างนักวิชาการ/นักวิจัยทั้งจากภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับเคมีทางยา
- เพื่อส่งเสริมให้นำผลงานวิจัยพื้นฐานไปใช้ในระดับอุตสาหกรรมของประเทศ
|
| กรอบการสนับสนุน |
- การสังเคราะห์สารและสารที่หมดสิทธิบัตร
การสังเคราะห์สารนับเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ซึ่ง
เมื่อมีการการค้นพบสารต้นแบบจากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติหรือจากการทำการวิจัย
ด้านอื่น ๆ แล้วยังต้องอาศัยกระบวนการสังเคราะห์เพื่อผลิตให้มีสารออกฤทธิ์ใน
ปริมาณที่มากพอเพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ และสามารถที่จะนำไปปรับเปลี่ยน
โครงสร้างเป็นสารใหม่เพื่อให้ได้สารที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพสูงขึ้นหรือมีฤทธิ์ทาง
ชีวภาพใหม่ที่น่าสนใจ หรือมีพิษต่อร่างกายน้อยลง
กลุ่มสารที่หมดสิทธิบัตรที่ควรได้รับการสนับสนุนให้ทำการวิจัยแบบมีทิศทาง ได้แก่ สารในกลุ่ม antibiotics, cardiovascular drugs, metabolic drugs, anti-HIV drugs, และ non-steroid anti-inflammatory drugs (NSAIDs) เป็นต้น
- งานวิจัยด้านผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ
เป็นงานวิจัยพื้นฐานที่ศึกษาสารออกฤทธิ์จากพืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์มาหาทางใช้ประโยชน์ โดยอาจจะนำสารออกฤทธิ์มาใช้โดยตรง หรือนำมาเป็นโครงสร้างต้นแบบเพื่อการปรับเปลี่ยนโครงสร้างให้เป็นสารที่แสดงฤทธิ์ทางชีวภาพสูงขึ้น หรือมีฤทธิ์ทางชีวภาพด้านอื่นที่แตกต่างไปจากเดิม หรือนำไปใช้เป็นสารตั้งต้นในกระบวนการสังเคราะห์สารชนิดอื่น ๆ ในระดับอุตสาหกรรม
งานวิจัยที่เกี่ยวข้องได้แก่ การเก็บรวบรวมตัวอย่าง การสกัดแยกและหาสูตร โครงสร้างของสาร และการทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพ สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพในกลุ่มที่น่าให้ความสนใจ ได้แก่ anticancer drug, สารที่มีฤทธิ์ต้านโรคเขตร้อน (เช่น
anti-malaria drug), anti-TB drug, anti-inflammatory drug, anti-HIV drug และ anti-aging drug เป็นต้น
นอกจากนี้แล้วยังมีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ธรรมชาติให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น เช่น การนำสารที่ได้จากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติไปใช้เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์ยาซึ่งมีราคาแพง การวิจัยเกี่ยวกับพืชสมุนไพร การวิจัยเกี่ยวกับแหล่งและปริมาณสารออกฤทธิ์ในพืชสมุนไพร การวิจัยเกี่ยวกับสารต้านอนุมูลอิสระ งานวิจัยเกี่ยวกับการหมัก งานวิจัยด้านผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสุขภาพ สมุนไพรเพื่อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เป็นต้น
- งานวิจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของยาตามความถนัดและความสนใจของนักวิจัย
เช่น การศึกษาการออกแบบยาโดยวิธีการทางทฤษฎีอันอาจเป็นในรูปการศึกษา
ทาง molecular modeling หรือการศึกษา structure-activity relationship การ ศึกษาเป้าหมาย (target) ของยา ตลอดจนถึงการทำ formulation ของตัวยาหรือสารจากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติเพื่อนำไปสู่การใช้จริง เป็นต้น
|
| เกณฑ์การพิจารณา |
| เมื่อเอกสารเชิงหลักการผ่านการพิจารณาเบื้องต้นโดยคณะกรรมการคัดสรรทุนแล้ว สกว. จะให้ท่านเขียนข้อเสนอโครงการฉบับเต็มเพื่อประเมินอีกครั้งหนึ่งและจะให้ การสนับสนุนให้สอดคล้องกับทุนวิจัยของฝ่ายวิชาการที่ดำเนินการอยู่คือ
- ทุนองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นพื้นฐานต่อการพัฒนา (วงเงินไม่เกิน 3,000,000 บาท ระยะเวลาของทุนไม่เกิน 3 ปี)
- ทุนพัฒนานักวิจัย (วงเงินปีละไม่เกิน 400,000 บาท ระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี)
- ทุนส่งเสริมนักวิจัยรุ่นใหม่ (วงเงินปีละไม่เกิน 240,000 บาท ระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี)
- ทุนพัฒนาศักยภาพในการทำงานวิจัยของอาจารย์รุ่นใหม่ (สกว. ร่วมกับ ทบวงมหาวิทยาลัย) (วงเงินปีละไม่เกิน 240,000 บาท เป็นเวลาไม่เกิน 2 ปี)
โดยคณะกรรมการคัดสรรจะให้ความสำคัญกับข้อเสนอโครงการของกลุ่ม "เคมีทางยา" ก่อน และหากข้อเสนอโครงการที่เสนออยู่ในเกณฑ์ดี แต่ไม่เข้ากรอบการสนับสนุนของประเภททุนต่าง ๆ ของฝ่ายวิชาการที่กำลังดำเนินการอยู่ เช่น มีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณเกินเกณฑ์ของทุนองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นพื้นฐานต่อการพัฒนา สกว. จะพิจารณาให้การสนับสนุนเป็นรายกรณี
|
| การส่งข้อเสนอโครงการ |
| ส่งเอกสารเชิงหลักการ (Concept Paper) หากความสนใจงานวิจัยเคมีทางยามีทิศทางเดียวกันจะนำเข้าร่วมกลุ่มกันเพื่อให้สามารถเสนอโครงการวิจัยเป็นโครงการใหญ่ในเรื่องเดียวกันได้ |
| ระยะเวลาขอรับทุน |
| เดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม |
| หน่วยงานที่ติดต่อ |
ฝ่ายวิชาการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ชั้น 14 อาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ เลขที่ 979 ถ.พหลโยธิน
แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
โทร. 0-2298-0455-73 ต่อ 129, 120, 141, 149 โทรสาร 0-2298-0476
E-mail : sujaree@trf.or.th หรือ trfbasic@trf.or.th
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุภา หารหนองบัว
สำนักงานประสานงานโครงการวิจัย เคมีทางยา
ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
โทรศัพท์ 0-2942-8900 ต่อ 217 โทรสาร 0-2579-3955
E-mail: fscisph@ku.ac.th
|
| เอกสารเชิงหลักการ (Pre-Proposal) |
| แหล่งทุน |
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย The Thailand Research Fund (TRF) |
| วัตถุประสงค์ |
- เพื่อผลิตผลงานวิจัยและพัฒนาเบื้องต้น ที่จะนำไปสู่การร้อยเรื่องหรือเชื่อมโยงให้สามารถเกิดการพัฒนาสู่การยกระดับและเสริมสร้างศักยภาพให้แก่อุตสาหกรรมยางพาราในประเทศ
- เพื่อให้นักวิจัยมีจิตสำนึกในการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ในเรื่องของเทคโนโลยียางพารา ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ
- เพื่อผลิตนักวิจัยสหสาขาที่จะเอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยางธรรมชาติ
|
| หลักเกณฑ์การสนับสนุน |
- เป็นโครงการขนาดเล็กภายใต้กรอบโครงการวิจัยแห่งชาติ: ยางพารา ซึ่งเรียงลำดับการพิจารณาให้การสนับสนุน ดังนี้
- นวัตกรรมผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปจากยางธรรมชาติหรือใช้ยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบร่วม
- การออกแบบและสร้างอุปกรณ์-เครื่องมืออุตสาหกรรมยาง
- วิจัยและพัฒนาวิธีการทดสอบ/ตรวจสอบคุณภาพยางและผลิตภัณฑ์รวมทั้งสารเคมีที่ใช้ในงานอุตสาหกรรมยาง
- การพัฒนาและแก้ปัญหากระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมยาง
- การวิจัยและพัฒนายางธรรมชาติและวัตถุดิบ สารเคมี รวมทั้งสารอื่นๆ ในอุตสาหกรรมยาง
- ระยะเวลาดำเนินการประมาณ 9 เดือน
- วงเงินสนับสนุนสำหรับวัสดุค่าใช้สอยไม่เกิน 50,000 บาท (นอกเหนือจากนี้จะพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป)
- สนับสนุนอาจารย์หรือหัวหน้าโครงการผู้รับผิดชอบโครงการ 30,000 บาท (หัวหน้าโครงการ 1 คนสามารถส่งข้อเสนอโครงการได้ไม่จำกัดจำนวน แต่การอนุมัติวงเงินค่าตอบแทนรวมแล้วไม่เกิน 60,000 บาท)
- ไม่สนับสนุนงบสำหรับครุภัณฑ์ ยกเว้นมีความจำเป็นจริงๆ จะพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป
- สนับสนุนนิสิต/นักศึกษาผู้ทำวิจัยจำนวน 10,000 บาท/ คน ไม่จำกัดจำนวนนักศึกษาฯ แต่รวมค่าตอบแทนแล้วไม่เกิน 30,000 บาทต่อ 1 โครงการ
- เงื่อนไขอื่นๆ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ สกว. ฝ่ายอุตสาหกรรม (ฝ่าย 5) กำหนด
- กรณีข้อเสนอโครงการที่เกี่ยวทางด้านการออกแบบและสร้างเครื่องจักร- อุปกรณ์ ด้านอุตสาหกรรมยางให้คำนึงถึงพื้นฐานความต้องการในระดับกลุ่มเกษตรกร และ/หรือ SME
|
| คุณสมบัติของผู้เสนอโครงการ |
| อาจารย์ในสถาบันการศึกษาของรัฐและเอกชน หรือนักวิจัยขององค์กรภาครัฐ |
| การส่งข้อเสนอโครงการ |
| คณะฯ ต้นสังกัดของนักวิจัยเป็นผู้รวบรวมส่ง concept paper (ความยาวประมาณ 2 หน้า) ตาม เอกสารแนบ 1 ไปยังโครงการวิจัยแห่งชาติ : ยางพารา สกว.
|
| ระยะเวลาขอรับทุน |
| วันที่ 1 ธันวาคม ถึงวันที่ 31 มกราคม ปีถัดไป |
| งบประมาณ |
| - |
| หน่วยงานที่ติดต่อ |
ผู้อำนวยการโครงการวิจัยแห่งชาติ: ยางพารา ฝ่ายอุตสาหกรรม
ชั้น 14 อาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ เลขที่ 979 ถ.พหลโยธิน
แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
โทร. 0-2278-8244, 0-2278-8246 โทรสาร 0-2278-8238
E-mail: piyanun@trf.or.th, thitima@trf.or.th, mananya@trf.or.th
|
1. รายละเอียดการเสนอขอทุน
2. แบบเสนอโครงการเต็มรูป |
| แหล่งทุน |
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย The Thailand Research Fund (TRF) |
| วัตถุประสงค์ |
- เพื่อสนับสนุนทุนวิจัยระดับกลาง ให้เกิดการสร้างความรู้ เทคโนโลยี ที่สามารถหรือนำไปสู่การวิจัยต่อยอด และใช้ได้จริงได้
- เพื่อสร้างบุคลากรวิจัยยางพาราในระดับปริญญาโท
|
| หลักเกณฑ์การสนับสนุน |
- เป็นโครงการขนาดกลางภายใต้กรอบ และเกณฑ์การสนับสนุนของโครงการวิจัยแห่งชาติ: ยางพารา ต้องการฐานความรู้ที่จำเป็นต้องศึกษาวิจัยเชิงลึกอย่างต่อเนื่อง (อาจเริ่มต้นจากการทำวิจัยตั้งแต่ระดับปริญญาตรี) และอาจเป็นโจทย์จากผู้ประกอบการ หรือกลุ่มเกษตรกร ในระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้ได้คำตอบที่ชัดเจนในการแปลงความรู้เป็นเทคโนโลยี และสามารถขยายระดับการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ ซึ่งเรียงลำดับการพิจารณาให้การสนับสนุน ดังนี้
- นวัตกรรมผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปจากยางธรรมชาติหรือใช้ยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบร่วม
- การพัฒนาและแก้ปัญหากระบวนการ ตลอดจนเงื่อนไขทางวิชาการที่เป็นปัจจัยการกีดกันทางการค้าของภาคอุตสาหกรรมยาง
- วิจัยและพัฒนาวิธีการทดสอบ/ตรวจสอบ/มาตรฐานคุณภาพยางและผลิตภัณฑ์รวมทั้งสารเคมีที่ใช้ในงานอุตสาหกรรมยาง
- การออกแบบและสร้างอุปกรณ์-เครื่องมืออุตสาหกรรมยาง (ให้คำนึงถึงพื้นฐานความต้องการในระดับกลุ่มเกษตรกร และ/หรือ SME)
- การพัฒนาและแก้ปัญหากระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมยาง
- การวิจัยและพัฒนายางธรรมชาติและวัตถุดิบ สารเคมี รวมทั้งสารอื่นๆ ในอุตสาหกรรมยาง
- ระยะเวลาดำเนินการประมาณ 18 เดือน รายงานความก้าวหน้า ทุก 9 เดือน
- สนับสนุนให้อาจารย์ที่ปรึกษา หรือหัวหน้าโครงการผู้รับผิดชอบ โดยอาจมีอาจารย์ท่านอื่นเป็นผู้ร่วมวิจัย 1 คน และนักศึกษาระดับปริญญาโท หรือผู้ช่วยวิจัย (ระดับปริญญาตรี) ไม่เกิน 2 คน ทั้งนี้ อาจทำการวิจัยจากฐานความรู้ที่ได้จากการวิจัยระดับปริญญาตรีต่อเนื่องถึงระดับปริญญาโท หรือทำการวิจัยเริ่มต้นในระดับปริญญาโทโดยขึ้นอยู่กับเนื้อหาของเรื่องที่ต้องวิจัยตั้งแต่ระดับปริญญาตรีต่อจนถึงปริญญาโท)
- งบประมาณสนับสนุนโครงการ (ของสกว. หรือร่วมกับผู้ที่กำหนดโจทย์) โครงการละประมาณ 350,000 บาท (หรือมากกว่า ในกรณีที่มีความจำเป็น ซึ่งจะพิจารณาเป็นรายๆ ไป) โดยงบประมาณประกอบด้วย
ค่าตอบแทน หัวหน้าโครงการ (3,000 บาท/เดือน/โครงการ) ผู้ร่วมวิจัย (ถ้ามี) (1,500 บาท/เดือน/โครงการ) นักศึกษาร่วมวิจัย (6,000 บาท/เดือน/โครงการ) ค่าใช้สอย และค่าวัสดุ 150,000 บาท อื่น ๆ 11,000 บาท
- ไม่สนับสนุนงบสำหรับครุภัณฑ์ ยกเว้นมีความจำเป็นจริงๆ จะพิจารณาเป็นกรณีๆ และรวมแล้วต้องไม่เกิน 20% ของงบประมาณโครงการ
- หัวหน้าโครงการ 1 คนสามารถส่งข้อเสนอโครงการได้ไม่จำกัดจำนวน แต่การอนุมัติวงเงินค่าตอบแทนรวมแล้วไม่เกิน 9,000 บาท/เดือน
- เงื่อนไขอื่นๆ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ สกว. ฝ่ายอุตสาหกรรม (ฝ่าย 5) กำหนด
|
| คุณสมบัติของผู้เสนอโครงการ |
| อาจารย์ในสถาบันการศึกษาของรัฐและเอกชน หรือนักวิจัยขององค์กรภาครัฐ |
| การส่งข้อเสนอโครงการ |
| คณะฯ ต้นสังกัดของนักวิจัยเป็นผู้รวบรวมส่ง concept paper (ความยาวประมาณ 1-4 หน้า) จำนวน 5 ชุดพร้อมไฟล์เอกสาร ตามเอกสารแนบ 1 ไปยังโครงการวิจัยแห่งชาติ : ยางพารา สกว.
|
| ระยะเวลาขอรับทุน |
| วันที่ 15 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 15 มกราคม ปีถัดไป |
| งบประมาณ |
| - |
| หน่วยงานที่ติดต่อ |
ผู้อำนวยการโครงการวิจัยแห่งชาติ: ยางพารา ฝ่ายอุตสาหกรรม
ชั้น 14 อาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ เลขที่ 979/17-21 ถ.พหลโยธิน
แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
โทร. 0-2278-8245, 0-2278-8247 โทรสาร 0-2298-0477
E-mail: piyanun@trf.or.th, varaporn@trf.or.th, trfrubber@yahoo.co.th
|
1. รายละเอียดการเสนอขอทุน
2. แบบเสนอโครงการ |
| แหล่งทุน |
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย The Thailand Research Fund (TRF) |
| หลักการและเหตุผล |
สุขภาพกับอาหาร
ปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสูงขึ้น และคนไทยมีอายุยืนขึ้น การดูแลสุขภาพจึงถือเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นที่ยอมรับทั่วไปว่าการลดภาระการรักษาพยาบาลและเพิ่มคุณภาพชีวิต ควรใช้วิธีป้องกันโรค ในกระบวนการป้องกันโรคอาจทำได้หลายมิติ แต่สิ่งที่ง่ายและประหยัดที่สุดคือปรับเปลี่ยนเรื่องการบริโภคอาหารให้เป็นมากกว่าเพื่อเป็นพลังงาน แต่เพื่อใช้ประโยชน์ในเรื่องผลต่อสุขภาพ ในหลายๆประเทศจึงเริ่มโครงการส่งเสริมให้รับประทานผักและผลไม้ มีการศึกษาวิจัยถึงคุณค่าของพืชผักผลไม้ เพื่อจะได้เป็นข้อมูลในการเลือกรับประทานผักและผลไม้ที่เป็นประโยชน์ ผักและผลไม้หลายชนิดช่วยในการลดความเสี่ยงต่างๆ ในการเกิดโรค เช่น โรคหลอดเลือดอุดตัน โรคความจำเสื่อม เป็นต้น
ผลไม้ไทยกับสุขภาพ
ผลไม้ไทยมีความหลากหลายทั้งชนิด รูปลักษณ์ (สีสัน) รสชาติความอร่อย และคุณค่าทางโภชนาการ ตลอดจนฤดูกาลของการผลิตที่กระจายตัวตลอดปี เป็นที่นิยมรับประทานทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น ทุเรียน มังคุด ลำไย ส้มโอ มะม่วง ฯลฯ คือผลผลิตทางการเกษตรที่คนไทยมีความสามารถในการคัดเลือกปลูกและผลิตได้ดี ประกอบทั้งลักษณะทางภูมิศาสตร์ (สภาพดินฟ้าอากาศ) และภูมิปัญญาที่สะสมหลายชั่วคน ทำให้คนไทยหรือเกษตรกรไทยเป็นผู้นำทางด้านการผลิตไม้ผล (โดยเฉพาะไม้ผลเขตร้อนชื้น) ในระดับชั้นนำของโลก การบริโภคผลไม้สดในแต่ละวันที่นอกเหนือจากวัฒนธรรม ความเคยชิน หรือวิถีชีวิต (การดำรงชีวิต) แล้ว ประชากรในประเทศกลุ่มเอเชียโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนจีน และแม้กระทั่งคนไทยเองจะรู้ว่าการบริโภคผลไม้มิใช่เพียงเพื่อเป็นอาหารหรือเพื่อความเอร็ดอร่อยเท่านั้น หากแต่คุณค่าทางด้านโภชนาการ และโภชนะบำบัดเป็นสิ่งที่ตระหนักและเรียนรู้มาโดยตลอด ทว่าในปัจจุบันคนบริโภคผลไม้น้อยลง เป็นเพียงส่วนประกอบของมื้ออาหารประจำวันเท่านั้น มิได้คำนึงถึงคุณค่าทางโภชนาการเฉกเช่นคนรุ่นก่อนเท่าใดนัก
สกว. ตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาวิจัยถึงคุณค่าในด้านโภชนาการ และฤทธิ์ทางชีวภาพที่ส่งผลต่อสุขภาพของผลไม้ไทย เพื่อเผยแพร่คุณประโยชน์ของผลไม้ที่มีมากกว่าพลังงาน ผลการศึกษาวิจัยที่มี และหลักฐานการสนับสนุนทางวิทยาศาสตร์ด้านศักยภาพในการเป็น Functional food จะช่วยสนับสนุนการส่งออกผลไม้ไทย และกระตุ้นให้ผู้บริโภคชาวไทยหันมาบริโภคผลไม้ให้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีทั้งในด้านการลดค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพของประชาชน และส่งผลทางอ้อมในการช่วยให้สวนผลไม้ไทยยังคงเป็นทางเลือกอาชีพที่มั่นคงของเกษตรกรต่อไป
คำสำคัญ : ผลไม้ไทย สุขภาพ active component, functional food, biological activities
|
| วัตถุประสงค์ |
- เพื่อให้ได้ข้อมูลด้านสารสำคัญที่มีผลต่อสุขภาพจากผลไม้ไทย
- เพื่อทราบฤทธิ์ทางชีวภาพที่ส่งผลต่อสุขภาพของผู้บริโภค
- เพื่อให้ได้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ประกอบการส่งเสริมการบริโภคผลไม้ไทยในระดับประเทศ และระดับสากล
|
| ขอบเขต |
| ผลไม้ที่จะได้รับการสนับสนุนการศึกษาวิจัยประกอบด้วย
กลุ่มที่ 1 มะม่วง ส้มโอ ทุเรียน มะละกอ เงาะ กล้วย มังคุด ส้ม
กลุ่มที่ 2 สับปะรด ฝรั่ง พุทรา มะพร้าวอ่อน ชมพู่ ละมุด น้อยหน่า แตงโม ลองกอง ลางสาด
กลุ่มที่ 3 อื่นๆ เช่นผลไม้ประจำถิ่น (ควรมีการบริโภคแพร่หลาย และมีปริมาณการบริโภคมากพอสมควร)
ทั้งนี้ สกว. จะให้ลำดับความสำคัญแก่ผลไม้ในกลุ่มที่ 1 ถึง 3 ตามลำดับ (ตามปริมาณการบริโภค และโอกาสทางการตลาด)
|
| หลักเกณฑ์การพิจารณาโครงการ |
- โครงการจะได้รับการพิจารณาบนพื้นฐาน Competitive basis โดยให้ลำดับความสำคัญในกลุ่มผลไม้ที่ 1 ถึง 3 ตามลำดับ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการบริโภคแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งมีโอกาส และศักยภาพในการส่งออก หรือมีโอกาสสนับสนุนการบริโภคเพิ่มเติม
- โครงการที่ได้รับการสนับสนุนด้านการวิเคราะห์สารออกฤทธิ์ ควรมีความพร้อมด้านอุปกรณ์ และเครื่องมือวิเคราะห์สารสำคัญ พร้อมเสนอวิธีการศึกษาวิจัยที่เป็นที่ยอมรับระดับสากล
- ข้อเสนอโครงการเพื่อทดสอบผลทางชีววิทยา ควรสามารถทดสอบผลทางชีวภาพต่อสุขภาพ (biological activity) ที่เป็นที่ยอมรับทางวิชาการในระดับสากล
|
| การส่งข้อเสนอโครงการ |
| ส่ง concept paper ไปยังศ. ดร. นันทวัน บุณยะประภัศร สำนักประสานงานวิจัยและพัฒนา "การเพิ่มคุณค่าสมุนไพรครบวงจร"
ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล |
| ระยะเวลาขอรับทุน |
| ภายใน 15 มกราคม 2552 |
| งบประมาณ |
| - |
| หน่วยงานที่ติดต่อ |
ศ. ดร. นันทวัน บุณยะประภัศร
สำนักประสานงานวิจัยและพัฒนา "การเพิ่มคุณค่าสมุนไพรครบวงจร"
ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถ. ศรีอยุธยา เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์/โทรสาร 02 644-4566, 085 118-4641
E-mail : pynby@mahidol.ac.th
|
รายละเอียดการเสนอขอทุน
|