การปฏิรูปการเรียนรู้ตาม
พรบ.2542
|
|
เสกสรรค์
แย้มพินิจ
|
|
นับตั้งแต่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 บังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2543 มีผลให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาอันเป็นวาระสำคัญแห่งชาติ มีสาระสำคัญทั้งสิ้น 9 หมวด สำหรับหมวดที่ว่าด้วยการปฏิรูปการเรียนรู้ คือ หมวด 4 แนวการจัดการศึกษา ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาของชาติไทยในครั้งนี้ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ถือเป็นภารกิจที่มีกฎหมายรองรับ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องถือปฏิบัติให้บรรลุผลสำเร็จตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จใน 3 ปี อาจกล่าวได้ว่าการปฏิรูปครั้งนี้มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาอย่างรุนแรงและกระทบกระเทือนกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เพราะปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มมีการปรับเปลี่ยนตัวเองให้สอดคล้องตาม พรบ. มากขึ้น โดยเฉพาะสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด มีการจัดตั้งหน่วยงานดูแลและรับผิดชอบงานปฏิรูปการศึกษา มีการจัดตั้งโรงเรียนต้นแบบ และครูต้นแบบ ในขณะที่สื่อมวลชนทั้งโทรทัศน์ วิทยุ และสื่อสิ่งพิมพ์ มีการเผยแพร่ความรู้และวิธีการที่สอดคล้องกับพรบ.การศึกษานี้มากขึ้น ครูประถมและมัธยมได้รับการฝึก อบรมมากขึ้นและจัดอย่างต่อเนื่อง มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาในสถานศึกษาทุกระดับ สิ่งเหล่านี้บอกเราได้ว่าการปฏิรูปครั้งนี้ไม่ธรรมดาซะแล้ว ผลกระทบนี้จะค่อยๆมาถึงเรามากขึ้นๆจนเต็มรูปแบบ เพราะผู้ที่จบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมต่างๆที่กำลังปรับตนเองอยู่นี้ ก็คือผู้ที่จะเข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยของเรา หากเราไม่มีการเปลี่ยนแปลงบทบาทของเราให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ อีกไม่นานเราจะถูกมองว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่ล้าหลังในการจัดการศึกษา ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่สมาชิกทุกคนใน มจธ. จะต้องหันมาให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ โดยเฉพาะหัวใจสำคัญของการปฏิรูปในครั้งนี้ คือ การปฏิรูปการเรียนรู้ เพื่อให้เป็นไปตาม พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ก่อนที่จะกล่าวถึงบทบาทของมจธ.ที่ต้องดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.การศึกษา หมวด ๔ แนวการจัดการศึกษา เราควรทราบว่า ทำไมถึงต้องปฏิรูปการเรียนรู้ ปัญหานำไปสู่การปฏิรูปการเรียนรู้ ปัญหาทางการศึกษานั้นมีขอบข่ายกว้างขวาง ในที่นี้จะกล่าวถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับหมวด ๔ แนวการจัดการศึกษา โดยเน้นเรื่องของการเรียนการสอนในระบบเป็นสำคัญ คณะอนุกรรมการปฏิรูปการเรียนรู้1 ได้กล่าวถึง สิ่งที่บ่งบอกว่าต้องปฏิรูปการเรียนการสอนในระบบโรงเรียนไว้ดังนี้
ในปัจจุบันการจัดการศึกษาที่เป็นปัญหานี้ได้ส่งผลกระทบกับเรื่องอื่นๆอีกมากมาย หากเราพิจารณาถึงวิกฤติที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ จะเห็นว่ามิใช่เป็นปัญหาทางเศรษฐกิจ การเมือง หรือสังคมเท่านั้น แต่เมื่อมองให้ลึกจะพบว่าปัญหาสำคัญก็คือ ประเทศไทยเกิดวิกฤติทางภูมิปัญญาขึ้น ทั้งนี้เพราะ ภูมิปัญญาของชาติจะสะท้อนออกมาในรูปของการจัดการทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และอื่นๆ หากประเทศไหนมีการจัดการที่ดีย่อมแสดงถึงภูมิปัญญาของคนในประเทศนั้น และในทางกลับกันประเทศใดมีปัญหาทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง เกิดขึ้นมากๆก็แสดงให้เห็นว่าภูมิปัญญาของคนในประเทศนั้นเกิดปัญหาขึ้น และหากพิจารณาให้ดีจะพบว่าการสร้างภูมิปัญญานั้นเกิดจากการจัดการศึกษา ดังนั้นการแก้ปัญหาของประเทศจึงต้องแก้ที่ต้นเหตุสำคัญนั่นคือ การจัดการศึกษาเพื่อสร้างภูมิปัญญาของประเทศนั่นเอง เป้าหมายการสร้างภูมิปัญญาของประเทศนั้น ก็คือการสร้างภูมิปัญญาให้กับทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ และหากมองในระบบการศึกษา ทรัพยากรมนุษย์ก็คือ ผู้เรียน การปฏิรูปการศึกษาจะสร้างภูมิปัญญาให้กับผู้เรียนในลักษณะใด เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่โยงถึงอนาคตของชาติไทย เรามีคำตอบให้ในหัวข้อ ต่อไปนี้ ลักษณะผู้เรียนที่พึงประสงค์ ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ในการจัดการศึกษาของประเทศนั้น มีสิ่งที่มุ่งหวังอย่างหนึ่ง คือ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่พึงประสงค์ ลักษณะผู้เรียนที่พึงประสงค์นั้นเป็นอย่างไร ในเรื่องนี้ คณะกรรมการปฏิรูปการเรียนรู้2 ได้ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับลักษณะผู้เรียนและลักษณะกระบวนการเรียนรู้ตามแนวพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 สรุปเป็นสาระสำคัญได้ดังนี้ คือ
ผู้เรียนที่พึงประสงค์ คือ ผู้เรียนเป็นคนดี คนเก่ง และคนมีความสุข
คุณลักษณะทั้งสามด้านนี้นับเป็นคุณสมบัติที่พึงประสงค์โดยแท้ หากทรัพยากรมนุษย์ของเราเป็นไปตามที่เขียนไว้ ชาติเราจะไม่มีปัญหาวิกฤติทางภูมิปัญญาอีกต่อไป ในคนๆเดียวกันจะเป็นทั้งคนดี คนเก่ง และมีความสุขในการดำรงชีวิต หากพิจารณาลักษณะที่พึงประสงค์ทั้งสามด้านที่กล่าวมา จะพบว่าการจัดการเรียนการสอนต่อไปนี้มิใช่เพื่อให้ความรู้หรือวิทยาการกับผู้เรียนเท่านั้น แต่จะต้องให้ครอบคลุมและครบทั้งสามด้านตามที่กล่าวมา เราจะทำอย่างไรในการผลิตผู้เรียนให้มีลักษณะที่พึงประสงค์ตามที่กล่าวมา เรื่องนี้ในพระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ. 2543 ได้ให้แนวทางในการดำเนินการกับสถานศึกษาไว้ในหมวดที่ 4 แนวการจัดการศึกษา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2543 หมวด 4 แนวจัดการศึกษา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2543 มีสาระสำคัญทั้งสิ้น 9 หมวด โดยเฉพาะหมวด 4 แนวการจัดการศึกษา ถือว่าเป็นหัวใจของการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งทุกหมวดในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ จะมุ่งประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน สาระของหมวดนี้ครอบคลุมหลัก สาระ และกระบวนการจัดการศึกษาที่เปิดกว้างให้แนวทางการมีส่วนร่วมสร้างสรรค์วิสัยทัศน์ใหม่ทางการเรียนการสอนทั้งในและนอกระบบโรงเรียน สาระสำคัญเกี่ยวกับการเรียนรู้ ตามหมวดนี้เริ่มตั้งแต่มาตรา 22 ถึงมาตรา 30 มีสาระสำคัญ 8 เรื่องหลักๆ สรุปได้ ดังนี้
จากสาระสำคัญ ของมาตรา 22 - 30 ในหมวด 4 การจัดการศึกษา ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นภาพรวมของแนวการจัดการศึกษาที่สถานศึกษาแต่ละละดับต้องนำไปปฎิบัติให้เหมาะสมกับตนเอง แต่มีมาตราหนึ่งที่มีความสำคัญและระบุไว้ชัดเจนถึงการจัดกระบวนการเรียนรู้ ที่สถานศึกษาทุกระดับรวมถึง มจธ. ต้องดำเนินการ คือ มาตรา 24 มาตรา 24 การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังต่อไปนี้
จากมาตรา 24 การจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เสนอมา สามารถสรุปสาระสำคัญได้ 3 ประการ นั่นคือ 1) การจัดหลักสูตรที่บูรณาการสอดคล้องกับการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ 2) การจัดระบบการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบูรณาการกับการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ และ3) การจัดสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้และจัดแหล่งความรู้ประเภทต่างๆอย่างเหมาะสมกับหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอน โดยทั้ง 3 สิ่งนี้จะต้องจัดให้สอดคล้องกัน ในการปฏิบัติเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปการเรียนรู้นั้นเท่าที่ผู้เขียนศึกษามา มีเอกสารหลายชิ้นที่ระบุตรงกันว่าต้องอาศัยความร่วมมือกับทุกคนทุกหน่วยงานในองค์กรนั้น ผู้บริหารทุกระดับ คณาจารณ์ เจ้าหน้าที่ทุกระดับทุกหน่วยงานรวมถึงผู้ปกครองจะต้องรับทราบและดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน สำหรับการเริ่มต้นในการดำเนินการนั้นผู้เขียนมีความคิดว่า ควรจะเริ่มต้นจากสิ่งที่เรามีและเราเป็นอยู่ค่อยๆดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง โดยจะต้องมีคณะกรรมการดำเนินงานที่ชัดเจน(คณะกรรมการควรหลากหลายจากทุกหน่วยงาน) สิ่งที่สำคัญก็คือต้องสร้างความเข้าใจกับทุกองค์กรทุกหน่วยงานในมหาวิทยาลัยให้เห็นความสำคัญของการจัดการศึกษานี้ เห็นว่าตนเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และร่วมมือร่วมใจกันปฏิบัติให้สำเร็จลุล่วง สำหรับการดำเนินการระบบประกันคุณภาพการศึกษาที่มหาวิทยาลัยดำเนินการอยู่ ผู้เขียนมีความคิดเห็นว่าเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องแล้ว แต่ยังไม่ครอบคลุมกับการปฏิรูปการเรียนรู้ดังที่กล่าวมา เพราะยังขาดภาพรวมที่สำคัญ ได้แก่ 1)การจัดหลักสูตรที่บูรณาการกับการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ 2) การจัดระบบการเรียนการสอนเน้นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นสำคัญ 3)การจัดบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเรียนรู้เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ทั้งสามสิ่งนี้ยังไม่ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนในดัชนีหรือตัวบ่งชี้ อย่างไรก็ตามการดำเนินการระบบประกันคุณภาพการศึกษาที่มหาวิทยาลัยดำเนินการอยู่ ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีแล้วแต่จะต้องมีการให้ความรู้ในแนวลึก(อย่างต่อเนื่อง)เพื่อจะนำไปปฏิบัติได้จริง การปฏิรูปการเรียนรู้นั้นไม่ใช่สิ่งที่ทำแล้วเห็นผลในทันทีทันใดแต่จะต้องค่อยๆทำค่อยๆสะสมไป (เปรียบเสมือนกับการปลูกต้นไม้ที่ต้องรอให้เมล็ดพันธ์ที่ปลูกไว้ค่อยๆเจริญงอกงามขึ้น) มีผู้ให้ความเห็นว่าหากเราเริ่มปฏิรูปอย่างจริงจังตั้งแต่บัดนี้ เราจะเห็นผลได้ในอีกหนึ่งชั่วรุ่นเป็นอย่างเร็ว จากศักยภาพของบุคลากรในมจธ. ผู้เขียนมีความมั่นใจว่าหากพวกเราทุกคนเห็นความสำคัญและร่วมมือร่วมใจกันอย่างจริงจังแล้ว เราจะไปถึงจุดหมายของการปฏิรูปการเรียนรู้ครั้งนี้ได้แน่นอน นอกจากนั้นแล้วยังมีสิ่งที่ทำให้ผู้เขียนมั่นใจยิ่งขึ้นก็คือจากวิสัยทัศน์ของมจธ. ในข้อแรก บอกอะไรบางอย่างว่า มจธ.นั้นเป็นมหาวิทยาลัยที่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นสำคัญ ดังที่กล่าวไว้ว่า มุ่ง สรุป นับตั้งแต่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 บังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2543 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมายในหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดได้แก่สถานศึกษาระดับต่ำกว่าอุดมศึกษา สำหรับผลกระทบนี้ในปัจจุบัน มจธ. เองก็ได้รับจากการที่ต้องทำระบบประกันคุณภาพทางการศึกษา แต่ต่อไปผลกระทบจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆเพราะนักเรียนระดับมัธยมทั่วประเทศกำลังถูกสอนในระบบใหม่ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การเรียนการสอนที่สร้างคนครบทุกด้านทั้ง คนดี คนเก่ง และมีความสุขในการดำเนินชีวิต ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่บุคคลากรทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในมจธ. จะต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังเพื่อช่วยกันจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ. 2542 ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยประเทศชาติและลูกหลานของเราในอนาคต ช่วยให้เขาเป็นคนที่สมบูรณ์ทั้งทางความคิด สติปัญญา และทางใจ ช่วยปลดปล่อยความทุกข์ของผู้เรียนในการเรียน รวมทั้งคืนอำนาจและให้ความสำคัญกับทรัพยากรบุคลของเราเป็นอันดับหนึ่ง นั่นก็คือทุกคนจะต้องมีความคิดว่า ผู้เรียนสำคัญที่สุด เพราะทุกๆคนคืออนาคตของชาตินั่นเอง เอกสารอ้างอิง กระทรวงศึกษาธิการ, พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับเป็นกฏหมาย . กรุงเทพมหานคร : สำนักงาน
เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์, ดร. ศึกษาแห่งศตวรรษที่21:แนวปฏิรูปการศึกษาไทย. กรุงเทพมหานคร:
เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์, ดร. คลื่นลูกที่5 - ปราชญ์สังคม : สังคมไทยที่พึงประสงค์ใรศตวรรษที่ กรุงเทพฯ :
คณะอนุกรรมการปฏิรูปการเรียนรู้, สำนักงาน. ปฏิรูปการเรียนรู้ผู้เรียนสำคัญที่สุด. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2543 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, เอกสารการสอนชุดเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา หน่วยที่ 9-15. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2523 รุ่ง แก้วแดง, ดร. ปฏิวัติการศึกษาไทย. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์มติชน, 2543
|