PRESS RELEASE ความร่วมมือระหว่างเครือข่ายมหาวิทยาลัยไทยกับ Elsevier ในการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มผลผลิตการวิจัยของมหาวิทยาลัยไทย 35 แห่ง พร้อมรับนโยบาย Thailand 4.0 (28 เม.ย. 60)


PRESS RELEASE

ความร่วมมือระหว่างเครือข่ายมหาวิทยาลัยไทยกับ Elsevier ในการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มผลผลิตการวิจัยของมหาวิทยาลัยไทย 35 แห่ง พร้อมรับนโยบาย Thailand 4.0

กรุงเทพ, ประเทศไทย, 28 เมษายน 2560

          สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว) และศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) โดยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ริเริ่มร่วมกันพัฒนาโครงการ “การพัฒนาศักยภาพและเพิ่มผลผลิต/การอ้างอิงของผลงานวิจัยในมหาวิทยาลัยสู่ฐานข้อมูลสากล” โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ ประการแรก เพื่อพัฒนาศักยภาพงานวิจัยของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยและประเทศในอาเซียนผ่านการพัฒนาคุณภาพวารสารวิชาการ เพื่อเข้าบรรจุในฐานข้อมูล Scopus ในเวลาที่รวดเร็วขึ้นกว่าขั้นตอนปกติ ซึ่งเป็นโครงการนำร่องแห่งแรกของโลก โดยมีเป้าหมายที่จะนำวารสารไทยและวารสารจากประเทศในเอเซียนจำนวน 60 รายการ เข้าสู่ฐานข้อมูล Scopus ในช่วงเวลา 3 ปี คือระหว่างปี พ.ศ. 2560-2562 ซึ่งจะเป็นช่องทางหนึ่งในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาศักยภาพงานวิจัยของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย และที่สำคัญคือ สามารถเพิ่มจำนวนบทความและเพิ่มการมองเห็นบทความวิจัยของประเทศไทยในฐานข้อมูลนานาชาติที่มีการบอกรับทั่วโลกได้ในระยะเวลาอันสั้น ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือทางวิชาการและการทำวิจัยร่วมกับนักวิจัยของต่างประเทศมากขึ้น ประการที่สอง เพื่อจัดตั้งเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยไทยในการบอกรับฐานข้อมูล Scopus เพื่อเพื่มโอกาสให้นักวิจัย นักวิชาการ ตลอดจนนักศึกษาในมหาวิทยาลัยไทย ได้มีโอกาสเข้าถึง ศึกษาและค้นคว้าผลงานวิจัยจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ในราคาทึ่ถูกลง ทั้งนี้มีมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมเครือข่ายนี้จำนวนทั้งสิ้น 35 แห่ง นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยทั้ง 35 แห่งนี้ยังสามารถเข้าร่วมกิจกรรมทางวิชาการหลายกิจกรรม อาทิเช่น ได้สิทธิการเข้าใช้ฐานข้อมูล Scopus ซึ่งเป็นฐานข้อมูลนานาชาติที่สำคัญที่นักวิจัยทั่วโลกใช้ในการศึกษาค้นคว้าเพื่อประกอบการทำวิจัยและใช้เพื่อตรวจสอบการอ้างถึงผลงานวิจัย ได้สิทธิการเข้าอบรมผู้บริหาร อาจารย์ นักวิจัย บรรณาธิการวารสาร ตลอดจนบรรณารักษ์ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจในการใช้ฐานข้อมูล Scopus การใช้ Metric ต่างๆ ในการประเมินกิจกรรมวิจัย เข้าถึงข้อมูลเพื่อการตีพิมพ์บทความวิจัย เช่น ขั้นตอนการเตรียมต้นฉบับบทความวิจัย การคัดเลือกวารสารเพื่อตีพิมพ์บทความวิจัย เป็นต้น นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยในเครือข่ายนี้ ยังได้เข้าร่วมในโครงการวิจัยเพื่อศึกษาสมรรถนะการวิจัยของมหาวิทยาลัยในช่วง 3 ปีของโครงการนี้ด้วย

          สกว ซึ่งเป็นผู้ให้ทุนสนับสนุนโครงการนี้ โดย ศ.ดร.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย กล่าวว่า “สกว ได้สนับสนุนกิจกรรมของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการมองเห็นงานวิจัยของไทยในระดับนานาชาติและเพื่อสนับสนุนการพัฒนา Thailand 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาล โครงการนี้จะช่วยส่งเสริมการสร้างเครื่องมืองานวิจัยที่สำคัญของประเทศในระยะเวลา 3 ปี ด้วยการศึกษาวิจัย research performance ของมหาวิทยาลัยในกลุ่มความร่วมมือเพื่อเทียบเคียงกับ research performance ก่อนและหลังการบอกรับฐานข้อมูล Scopus”

          นอกจากนี้ รศ.ดร.บัณฑิต ฟุ้งธรรมสาร รองอธิการบดีอาวุโสฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า “มจธ. ร่วมสนับสนุนศูนย์ TCI ในการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มผลผลิตงานวิจัยในมหาวิทยาลัยไทยสู่ฐานข้อมูล Scopus เพื่อพัฒนางานวิจัยของมหาวิทยาลัยและประเทศไทยในลักษณะ Consortium ซึ่งทาง มจธ ถือว่าเป็นการทำงานเชิงรุก เพื่อทุกมหาวิทยาลัย เพื่อวงการอุดมศึกษา และเพื่อประเทศชาติของเรา”

          ศ.ดร.ณรงค์ฤทธิ์ สมบัติสมภพ หัวหน้าศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทยและหัวหน้าโครงการนี้ กล่าวว่า ”โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีเป้าหมายในการพัฒนาชุมชนนักวิจัย พัฒนางานวิจัย และพัฒนาคุณภาพวารสารที่เผยแพร่ผลงานวิจัยในมหาวิทยาลัย การรวมตัวกันเป็นเครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อการนี้มีผลชัดเจนขึ้นมากและจะมีผลกระทบที่สำคัญต่อการดำเนินงานวารสารในประเทศไทยและประเทศในกลุ่มอาเซียน”

          Dr.Nick Fowler ผู้อำนวยการการตลาดเครือข่ายงานวิจัยของ Elsevier กล่าวว่า “Elsevier ยินดีและเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงการนี้ซึ่งจะมีผลกระทบที่ดีทั้งในประเทศไทยและประเทศในกลุ่มอาเซียนเพื่อพัฒนาแนวทางการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในอนาคตของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”